» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

วิศวกรรมสาร ปีที่ 55 เล่มที่ 05 พฤษภาคม 2545
วารสาร : วิศวกรรมสาร
ฉบับ : ปีที่ 55 เล่มที่ 05 พฤษภาคม 2545
เรื่องเด่นในฉบับ :
- จากกรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ถึง...การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า
ราคา : .00 บาท

คอลัมน์ : อาชีพวิศวกร
ชื่อเรื่อง : ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ วิศวกรรมแผ่นดินไหว ถือกฎธรรมชาติเหนือกฎหมาย

          ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ ปรมาจารย์ในวงการวิศวกรรมแผ่นดินไหวที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ ท่านเป็นผู้บุกเบิกและเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวิศวกรรม สร้างผลงานวิชาการและนักวิจัยรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่คลุกคลีอยู่กับงานวิศวกรรม แผ่นดินไหว ท่านยังเป็นเจ้าของรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ.2544 และได้รับการยกย่องเป็น "เมธีวิจัยอาวุโส สกว." จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในปีเดียวกัน

แผ่นดินไหวในประเทศไทย

            ศ.ดร.ปณิธาน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธาในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก่อนจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนอานันทมหิดลไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย Berkeley ที่ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องแผ่นดินไหวจนสำเร็จปริญญาเอก
          "ขณะที่ศึกษาอยู่ผมยังไม่ได้สนใจเรื่องแผ่นดินไหวมากนัก เพราะว่าบ้านเมืองเราเงียบสงบ แม้จะเคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน ปี พ.ศ.2510 ส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ ในระดับเล็กน้อย แต่แผ่นดินไหวในประเทศก็ยังพูดถึงกันเบาบาง"
          "เมื่อกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ในปี พ.ศ.2518 เพื่อนชวนไปดูอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารใหม่สูงแค่สองชั้นที่ได้รับความเสียหาย ทำให้คิดว่าเราจะมองข้ามไปไม่ได้ จนเมื่อปี พ.ศ.2526เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ จ.กาญจนบุรี ส่งผลมารู้สึกได้ค่อนข้างมาก และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้น กระตุ้นให้นักวิชาการหรือวิศวกรไทยสนใจเรื่องแผ่นดินไหวกันอย่าง กว้างขวาง จากนั้นก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแผ่นดินไหวแห่งชาติ ทำการวางแผนบรรเทาภัยจากแผ่นดินไหว รวมทั้งยกร่างกฎกระทรวงในการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว"
           ในปี พ.ศ.2529 ศ.ดร.ปณิธาน ได้ริเริ่มจัดตั้งหน่วยวิจัยแผ่นดินไหวและการสั่นสะเทือน ที่ภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ระดับ10 ในสถาบันเดียวกัน

กฎหมายควรอ้างอิงมาตรฐานวิชาชีพ

           ศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า การออกแบบ อาคารต้านแผ่นดินไหว ในระยะแรกมีผู้ทำการศึกษากันอย่างไม่แพร่หลาย ประกอบกับความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ยังมีน้อยมาก ศ.ดร.ปณิธาน ได้ทำการวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ในการออกแบบอาคารให้ต้านภัยต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภัยจากแผ่นดินไหวและวาตภัย หลังจากภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ เมื่อ พ.ศ.2532
         
 ได้เริ่มงานวิจัยเกี่ยวกับแรงลมเพื่อใช้ออกแบบอาคารให้ปลอดภัยจากแรงลม (รวมทั้งพายุ) พบว่าหน่วยแรงลมในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้ค่าออกแบบที่ต่ำเกินไปในหลายกรณี และจากการศึกษาร่วมกับ Prof.Dr.A.G.Davenport, Prof.Dr.D.Surry และคณะจาก University of Western Ontario ประเทศแคนาดา
ในการสร้างแผนที่ความเร็วลมในประเทศไทยเป็นพื้นฐานสำหรับการกำหนดความเร็วลมในมาตรฐานการคำนวณแรงลมสำหรับการออกแบบอาคารของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (ว.ส.ท.) มาตรฐานนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการกำหนดเป็นมาตรฐานของ ว.ส.ท. เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ทัดเทียมระดับสากล
          "มาตรฐานของ ว.ส.ท. เป็นข้อแนะนำที่ควรปฏิบัติให้ทันกับวิทยาการที่รุดหน้าไปเร็วมาก เราจึงมีความพยายามให้กฎกระทรวงมาอิงกับมาตรฐานของ ว.ส.ท. ซึ่งกฎหมายควรอ้างอิงมาตรฐานวิชาชีพ เพราะกฎหมายนั้นจะเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งต้องใช้เวลามากไม่ทันการณ์กับความก้าวหน้าทางวิชาการ ในต่างประเทศเขาก็ยึดแนวปฏิบัตินี้ และจะเปลี่ยนมาตรฐานกันทุกสามปี"

วิศวกรพึงตระหนัก กทม. อยู่บนชั้นดินอ่อน

           สิ่งที่ ศ.ดร.ปณิธาน พยายามกระตุ้น และปลุกจิตสำนึกของวิศวกรในด้านจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพและความรับผิดชอบ โดยให้ยึดแนวคิดสอนของ ศาสตราจารย์ T.Y. Lin ผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ที่ให้ปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ แทนการปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งมักตามไม่ทันวิทยาการจากงานวิจัย
           "ยกตัวอย่างกฎหมายบอกไว้ว่า การออกแบบอาคารในกรุงเทพ ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องของแผ่นดินไหว แต่ที่เราศึกษามาและจากประสบการณ์ในต่างประเทศ ทำให้ทราบว่าเมืองที่มีชั้นดินอ่อน และอยู่ห่างจากรอยเลื่อนที่มีพลัง เป็นเมืองที่เสี่ยงต่อผลกระทบของแผ่นดินไหว ซึ่งกรุงเทพฯ มีชั้นดินอ่อนหนามากก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้
           "กรณีตัวอย่างในประเทศเม็กซิโก ที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวโดยมีจุดศูนย์กลางเกิดเหตุห่างจากเม็กซิโกถึงเกือบ 400 กิโลเมตร สั่นไหวนานกว่าหนึ่งนาที มีขนาด 8.1 หน่วยริกเตอร์ ปรากฏว่าอาคารพังทลายมากมาย โดยเฉพาะในบริเวณที่พื้นดินเป็นดินอ่อน และมีผู้เสียชีวิตราว 10,000 คน นี่คือบทเรียน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยเราจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน เพราะเรายังขาดการวิจัยอย่างจริงจังจากผู้รู้จริง จากนักธรณีวิทยา และศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง"

ฉีดวัคซีนให้อาคาร ในเขตแผ่นดินไหวต่ำถึงปานกลาง

           เกี่ยวกับงานวิจัยด้านแผ่นดินไหวในประเทศไทยนั้น อาจเกิดคำถามกับบางคนว่า ยังไม่มีความจำเป็นนัก เนื่องจากเมืองไทยยังสงบดีอยู่ ศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า วิศวกรที่ออกแบบอาคาร ไม่ควรรอให้มีการศึกษาชี้ชัดถึงผลกระทบของแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่ควรมองว่าเป็นภัยที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ มีสัดส่วนเพียง 2-4% ของค่าก่อสร้าง จึงเป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้คิดคำนึงถึงธรรมชาติ และความเป็นจริงถึงความรับผิดชอบของวิศวกร
           
"เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีน เสียเงินเพิ่มอีกนิด แต่ผลลัพธ์กับคนที่ป้องกันกับไม่ป้องกันจะต่างกันมาก อย่างในเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เราใส่เหล็กปลอกให้มากขึ้น ทำให้ถูกต้อง เปลืองขึ้นไม่เท่าไหร่ จะช่วยต้านภัยให้อาคารได้ เพราะภัยอย่างนี้เรายังไม่สามารถรู้ได้ 100% ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ การออกแบบจึงต้องคำนึงถึงภัย หรือเหตุการณ์ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบ 500 ปี
           "เหมือนการซื้อรถยนต์ ถ้าเงินน้อยก็ใช้รถราคาถูก ต้นทุนความปลอดภัยต่ำ แต่ถ้ามีเงินมากอยากได้รถที่มีความแข็งแกร่ง มีอุปกรณ์ออกแบบกันกระแทกอย่างดี ราคารถจะสูงตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องออกแบบอาคารราคาแพงมากเพื่อให้ต้านแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงมาก อย่างแคลิฟอร์เนีย วิศวกรจะต้องแนะนำเจ้าของโครงการให้มีความเข้าใจ ลงทุนในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช้รถถังมาวิ่งบนถนน"

ทิศทางงานวิจัยวิศวกรรมแผ่นดินไหว

           โครงการวิจัยที่จะดำเนินการต่อไป ภายใต้ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ปีล่าสุดศ.ดร.ปณิธาน จะทำการศึกษาพฤติกรรมของ องค์อาคารหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนที่มีความสำคัญ ได้แก่ เสา และผนังแรงเฉือน รวมทั้งอาคารทั้งหลังภายใต้แรงกระทำแบบวัฏจักร ต่อเนื่องจากผลงานซึ่งได้เริ่มต้นเป็นพื้นฐานไว้แล้วจากทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. รอบแรก (ปี พ.ศ.2540-2543)
           ในส่วนของเสาจะมุ่งขยายองค์กรความรู้ใหม่สู่การวิเคราะห์พฤติกรรมของโครงสร้าง โดยการคำนึงถึงผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างแกนคอนกรีต เหล็กเสริมตามยาว และเหล็กเสริมตามขวาง เพื่อจำลองเสาคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อใช้ในการวิเคราะห์โครงข้อแข็งระนาบคอนกรีตเสริมเหล็ก
           "เราได้พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในด้านการเสริมสมรรถนะของโครงสร้างด้วยตัวหน่วงแบบแรงเสียดทาน (Friction Damper) โดยพยายามปรับปรุงโดยให้จำกัด พื้นที่การเลื่อน และให้มีความต้านทานเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ตัวหน่วงถูกออกแบบให้ขยับตัวไปได้ โดยไม่มีขีดจำกัดเป็นสลักเกลียว (Molten Friction Connection) เมื่อเลื่อนไปมาจะเกิดความฝืดและจะสลายพลังงาน"
             ศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ตัวหน่วงแบบแรงเสียดทานที่กำลังพัฒนานั้น จะมีราคาย่อมเยา และสามารถผลิตได้ในประเทศ คาดว่าจะสามารถจดสิทธิบัตรได้ในอนาคต โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในอาคารใหม่ และในการเสริมความแข็งแรงของอาคารเก่าซึ่งกำลังได้รับความสนใจมากจากทั่วโลกในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ศ.ดร.ปณิธาน ประสบความสำเร็จจากสิ่งประดิษฐ์ที่ได้พัฒนาและมีการนำไปใช้งานบ้างแล้ว คือ คลิปยึดขาของอเหล็กปลอก (Hook-Clip) ขณะนี้อยู่ระหว่างขอสิทธิบัตร

งานวิศวกรรมไร้พรมแดน ไม่ออกไป ก็เข้ามา

          สิ่งประดิษฐ์ที่ได้จากการพัฒนาองค์ความรู้ นอกจากใช้งานได้ในประเทศไทยแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้อีกด้วย
           "งานวิศวกรรมปัจจุบันเป็นงานที่ไร้พรมแดน เราสามารถออกไปทำงานต่างประเทศได้ ซึ่งในแถบนี้มีอยู่หลายประเทศมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว ไม่ว่าจะเป็น ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ฯลฯ เราต้องขยายขอบเขตของการประกอบวิชาชีพให้กว้างขวางขึ้น"
           เกี่ยวกับความสามารถด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวในอาเซียนนั้น ศ.ดร.ปณิธานกล่าวว่า แบ่งได้สามระดับ คือ ระดับเบื้องต้น เช่น ลาว เขมร กัมพูชา และพม่า ระดับกลาง เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ระดับก้าวหน้า คือประเทศสิงคโปร์

ศักยภาพวิศวกรไทย วันนี้ถึงไหนแล้ว

            ความสามารถของวิศวกรไทยนั้น ศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละสาขา สำหรับด้านโยธานั้น เชื่อว่าสู้กับวิศวกรต่างชาติได้ ผลการออกแบบและก่อสร้างอาคารสูงในประเทศของวิศวกรไทย เช่น ตึกใบหยก 1 และ 2 ที่ใช้วิศวกรไทย 100% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรด้านวิศวกรรมโครงสร้างที่สามารถออกสู่ต่างประเทศได้
           แต่ที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือ งาน วิศวกรรมภายในประเทศโดยเฉพาะจากหน่วยงานราชการ วิศวกรไทยยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร
           "เป็นที่น่าเสียดายว่า เมื่อเป็นงาน ราชการแล้ว งานมักจะไม่ได้ตกมาในมือของวิศวกรไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มักจะออกไปในรูปแบบของ Turn Key บ้าง Joint Venture บ้าง ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เลยตกอยู่กับชาวต่างชาติ ทั้งที่ความรู้ความสามารถของวิศวกรไทยก็เพียงพอที่จะทำได้กว่า 90%
           "ยกเว้นโครงการใหญ่ๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ เช่น สะพานขึงยาว 400-500 เมตร หรือสะพานพระราม 8 โดยลักษณะนี้ ในต่างประเทศอย่างเกาหลี ไต้หวัน ใช้รูปแบบให้วิศวกรในประเทศออกแบบและก่อสร้าง โดยใช้วิศวกรจากต่างประเทศเข้ามาเป็นที่ปรึกษา แต่ของเรากลายเป็นจ้างเขาทำหมดจนจบ พอโครงการใหม่เข้ามาคล้ายกัน เราก็ยังทำไม่ได้
           "อย่างสนามบินสุวรรณภูมิก็เช่นกัน มีหลายส่วนที่เราทำได้ เช่น อาคารผู้โดยสาร วิศวกรไทยก็ทำได้ดี และประหยัดด้วย สถาปนิกไทยเองก็มีความรู้พอที่จะออกแบบด้านสถาปัตยกรรม อาจจะมีไม่ได้บางส่วน เช่น ส่วนของการวาง Lay Out การสัญจรเครื่องบิน หรือระบบการลำเลียงสัมภาระ ซึ่งมันเป็นบางส่วนเท่านั้น แต่เราก็ให้ต่างชาติทำไปเกือบหมด คนไทยได้งานเพียงเสี้ยวหนึ่งของโครงการ
          "ซ้ำร้ายกว่านั้น ต่างชาติเข้ามาแล้ว มีหลายโครงการที่ทำให้เราเสียผลประโยชน์ โดยใช่เหตุ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมาคมวิชาชีพควรช่วยกันผลักดัน ซึ่งยุคที่แล้วของ ว.ส.ท. ก็มีการผลักดันจนมีส่วนในการแก้แบบเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก ยุคนี้ก็อยากจะให้ทำต่อไป"

2545 คอร์รัปชันยังครองเมือง

          ศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ว.ส.ท. หรือสมาคมวิชาชีพอื่นๆ มีหน้าที่จะต้องผลักดันสิ่งที่ควรเป็นไปทางด้านงานวิศวกรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม เพราะปัญหาของประเทศไทยทุกปัญหาในขณะนี้ ล้วนเกิดจากการถือประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องเป็นใหญ่ อันเป็นที่มาของปัญหาคอร์รัปชัน หากแก้ไม่ได้ ทุกปัญหาก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป
           "วิศวกรถูกฝึกมาให้มีความรับผิดชอบ สูง เนื่องจากเป็นความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน อย่างกรณีที่เศรษฐกิจบ้านเมือง เราล่มสลาย ก็เป็นเพราะมีคนทำพลาด แต่ก็ไม่ได้รับโทษ ซึ่งถ้าเทียบกับทางวิศวกรรมแล้ว มันเหมือนกับการทำตึกพัง ซึ่งเราต้องรับผิดชอบ ในความรับผิดชอบนั้นเราต้องไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แม้ผลประโยชน์ในวงการวิศวกรรมจะมีมูลค่ามหาศาล ก็อย่าปล่อยให้เข้าครอบงำได้"

อนาคตของงานวิจัย อนาคตของชาติ

          นอกจากบทบาทของนักวิจัยแล้วศ.ดร.ปณิธาน ยังคงทุ่มเทให้กับงานสอนหนังสือซึ่งท่านให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
           "ความสำคัญในการวิจัยสำหรับนักศึกษาปริญญาโท-เอกนั้นสำคัญที่เราต้องฝึกให้เขารู้จักการทำวิจัย ค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ และทำวิจัยอย่างมีคุณภาพ สิ่งที่มุ่งเน้น และพยายามอยู่คือ สอนนิสิตให้สามารถอยู่บนลำแข้งตัวเองได้ ให้คิดเป็นทำเป็น โดยเฉพาะนิสิตปริญญาเอกเขาต้องอาศัยเราอยู่ในช่วงหนึ่ง เพื่อให้หลักการชี้แนวทาง จาก นั้นต้องไปค้นคว้าหาความรู้เอง แก้ปัญหาเองได้ ซึ่งเราก็เป็นเหมือนพี่เลี้ยงในภายหลังนี่คือปรัชญาสอนนิสิตปริญญาเอก
           "ในส่วนของอาจารย์ผู้สอนนั้น จะต้องมีการพัฒนาการสอนให้เท่าทันกับวิทยาการที่ไปเร็วมาก ถ้าอาจารย์ไม่พัฒนา การสอน นักศึกษาก็ไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้เช่นกัน จึงต้องมองการศึกษาให้เป็น Life Long Learning หรือการเรียนรู้ตลอดอายุคน"

นักศึกษารุ่นใหม่ขาดหัวใจของการเรียนรู้

            "ปัญหาของนิสิตในปัจจุบันคือเรื่องของการเรียนรู้ มีจุดอ่อนในการวิเคราะห์ และแก้ปัญหา ส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการสอบคัดเลือก เพราะจากที่สัมผัสมา ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ระบบการสอบคัดเลือกนักเรียนมัธยมที่เราใช้อยู่นั้น เป็นการปิดกั้นกระบวนการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะเด็กจะมัวพะวงกับการตอบปัญหาอย่างเดียว
            "โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสอบคัดเลือกที่ใช้ข้อสอบแบบปรนัย ซึ่งนักเรียนในปัจจุบันใช้วิธีการคิดเพียงตัดข้อที่ไม่ถูกออกไป ให้เหลือข้อที่น่าจะเป็นคำตอบไว้เพียงข้อเดียว โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นขั้นตอน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อมาถึงการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องเสียเวลาในการฟื้นฟูกระบวนการคิดกันใหม่"
ส่วนอนาคตของงานวิจัยในระดับ ชาติ ศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ยังต้องอาศัย ความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในบ้านเมือง
           "เรื่องนี้พูดจากันมานาน และเป็นเรื่องยาก เพราะว่าอย่างผู้ที่มีตำแหน่งสูงทางราชการบางคน ยังคิดว่าการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวก ปลอดภัยแน่นอน ซึ่งมันก็มีส่วนจริงอยู่ แต่เราควรมีการวิจัยและพัฒนาในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับประเทศขนาดเล็กอย่างเรา นั่นคือการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปแก้ปัญหา และยกระดับศักยภาพของ SME ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ทิศทางที่ดีของการวิจัยในประเทศไทย ก็มีให้เห็น เช่น การที่มี สกว. เกิดขึ้นและสามารถผลักดันให้เกิดทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัยอย่างมืออาชีพเกิดขึ้น"

           ศ.ดร.ปณิธาน เป็นทั้งอาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมีผลงานที่ได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติ เกิดผลงานและองค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับและได้รับการเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ วันนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการเรียนการสอน เพื่อสร้างองค์ความรู้และนักวิจัยรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อเพื่อการพัฒนายิ่งๆ ขึ้น รวมถึงการกระตุ้นเตือนให้วิศวกรเคารพกฎธรรมชาติมากกว่ากฎหมาย ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นวิศวกร ดังคำที่คุณพระเจริญวิศวกรรมกล่าวว่า วิศวกร เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ต้องมีความรับผิดชอบสูง อย่าปล่อยให้ผลประโยชน์หรืออะไรก็ตามมาโน้มน้าวให้ต้องเสียเกียรติในวิชาชีพ


  ชื่อผู้เขียน : กองบรรณาธิการ

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved