» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

Engineering Today ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 ตุลาคม 2547
วารสาร : Engineering Today
ฉบับ : ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 ตุลาคม 2547
เรื่องเด่นในฉบับ :
• มาตรฐานวิศวกรรมแห่งชาติเพื่อรับมือการเปิดเสรีทางการค้าและพัฒนาสู่ Hub ก่อสร้าง
• 5 อุตสาหกรรมนำร่องรับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
• ไทยเปเปอร์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสขึ้นแท่นผู้นำอุตฯ กระดาษไทย
• Developing Competency Model for Effective HRM ให้สัมพันธ์กับเอกสารการมอบหมายงานที่มีคุณภาพ
• ระบบการตรวจสอบสภาพรถของประเทศไทยในอนาคตควรเป็นอย่างไร
• ดร.ภิรมย์ แจ่มใส เกณฑ์มาตรฐานบอกคุณภาพชีวิต
ราคา : 80.00 บาท

คอลัมน์ : Factory Today
ชื่อเรื่อง : ไทยเปเปอร์ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ขึ้นแท่นผู้นำอุตฯ กระดาษไทย

จากการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ทำให้ผู้ประกอบการ รายใหญ่ๆ หลายรายได้รับผลกระทบอย่างหนัก บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น จากการที่มีบริษัทในเครือ หลากหลายบริษัท ทำให้จำเป็นต้องดำเนินนโยบายขายกิจการบางบริษัทให้แก่ผู้ลงทุนรายอื่นๆ ที่สนใจ เพื่อให้บริษัทอยู่รอด

บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด หรือ ไทยเปเปอร์ ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ติดอยู่ในกลุ่มที่จะต้องถูกจำหน่ายออก แต่ด้วยความตั้งใจจริงของผู้บริหารและความร่วมมือที่ได้จากพนักงานพลิกวิกฤตที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาส ทำการปรับปรุง กระบวนการทำงานให้ทันสมัยขึ้น พร้อมๆ กับพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันได้สร้างตลาดใหม่ๆ ทำให้กิจการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีผลกำไรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ เครือซิเมนต์ไทยตัดสินใจยกฐานะให้เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการ ดีเด่นและยังคงเป็นกิจการในเครือต่อไปในที่สุด

ไทยเปเปอร์ ผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ของไทย ส่งออกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด หรือ ไทยเปเปอร์ หนึ่งในเครือสยามซิเมนต์กรุ๊ป (Siam Cement Group : SCG) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2526 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระดาษพิมพ์และเขียน ภายใต้ประเภทธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ของเครือฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เลขที่ 1 ถ.ปูนซิเมนต์ไทย เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ และมี โรงงานตั้งอยู่ที่ 19 ถ.แสงชูโต อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

ไทยเปเปอร์เริ่มการผลิตครั้งแรกในปี พ.ศ. 2527 ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 16,500 ตัน/ปี เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศเท่านั้น ต่อมาไทยเปเปอร์ได้ทำการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 263,500 ตัน/ปี โดยจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ กว่า 40 ประเทศทั่วโลก และในปี พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา ไทยเปเปอร์มียอดขายรวมของบริษัทในกลุ่มประมาณ 350,000 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาทเนื่องจากไทยเปเปอร์ทำการตลาดและจำหน่ายกระดาษให้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ของเครือด้วย

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของไทยเปเปอร์ส่วนใหญ่จะป้อนตลาดในประเทศถึง 80% ที่เหลือ 20% จะส่งออกไปยังทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง ไต้หวัน และ อีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง

ควบคุมทุกขั้นตอนการผลิต ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ DCS

ไทยเปเปอร์มีกระบวนการผลิตที่เป็นเทคโนโลยีของตนเอง ซึ่งมีความทันสมัยและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยเปเปอร์มีเครื่องจักรสำหรับผลิตกระดาษทั้งหมด 5 เครื่อง เครื่องเคลือบสองเครื่อง และเครื่องจักรขนาดใหญ่สำหรับการผลิตกระดาษพิมพ์เขียนโดยเฉพาะถึง 12 เครื่อง ควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ DCS (Distributed Control System) พร้อมกันนี้ได้นำระบบคุณภาพ TQM มาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้ในการควบคุมระบบการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการบริการกับลูกค้า เช่น ติดตั้งระบบสั่งซื้อผ่าน อินเทอร์เน็ตให้แก่ลูกค้า (Web-Ordering System) ซึ่งจัดว่า เป็นระบบที่ทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรมกระดาษของไทย

ใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม้ยูคาลิปตัส ให้ได้เยื่อกระดาษตรงตามมาตรฐาน

กระบวนการผลิตของไทยเปเปอร์ แบ่งออกสามส่วนด้วยกัน ได้แก่ วัตถุดิบ การผลิต และการแปรรูป ซึ่งแต่ละขั้นตอนการผลิตล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ในส่วน ของวัตถุดิบมีการใช้ภายในประเทศถึง 90% ทั้งนี้ ขั้นตอน การทำกระดาษเริ่มต้นจากการปลูกต้นยูคาลิปตัส ซึ่ง ไทยเปเปอร์ได้มอบหมายให้ บริษัท สยามฟอร์เรสทรี จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบ โดยความพิถีพิถันตั้งแต่การเพาะพันธุ์ สายพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัส ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้เยื่อกระดาษคุณภาพสูงที่ตรงตามมาตรฐาน เมื่อ ต้นยูคาลิปตัสมีอายุ 5 ปี ก็จะทำการตัดเป็นท่อนแล้วนำไปสับให้ละเอียด เพื่อแยกยางออกจากเยื่อไม้ จากนั้นนำเยื่อมาตีและบด เพื่อเพิ่มแขนขาของเส้นใย ทำให้เกิดการเกาะเกี่ยวที่ดีขึ้น พร้อมแยกสิ่งสกปรกออก แล้วนำไปฟอกสีเยื่อแล้วนำไปล้างสิ่งเจือปนออกและนำออกมาปั้นเป็นก้อน เพื่อใช้เป็น วัตถุดิบในการผลิตกระดาษต่อไป

สำหรับ ขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นขั้นตอนการผลิต เป็นการนำเยื่อที่ได้มาตีกับน้ำและสารเคมีต่างๆ จากนั้นจึงใช้ หัวฉีดทำการฉีดเยื่อที่ผสมน้ำกระจายลงในตะแกรง เพื่อให้เยื่อกองอยู่บนตะแกรง ส่วนน้ำก็จะหยดออกไปส่วนหนึ่ง ทำให้เยื่อมีความชื้นอยู่มาก จึงต้องนำเยื่อที่อยู่บนตะแกรง ผ่านไปยังลูกบด เพื่อกดซับเอาน้ำออกบางส่วน ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะทำให้เยื่อแห้งขึ้นในระดับหนึ่ง แล้วจึงผ่านเข้าเครื่อง Dryer ประมาณ 50 ยูนิต ซึ่งควบคุมความร้อนด้วยคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงนำมาตากให้แห้ง ก็จะได้กระดาษออกมาเป็นแผ่น ทั้งนี้ กระดาษที่ดีจะต้องมีเยื่อที่เกาะเกี่ยวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เมื่อกระดาษแห้งจึงทำการเคลือบผิวเพื่อเพิ่ม ความเรียบแล้วจึงนำมาม้วนเป็นม้วนใหญ่ (Jumbo Roll) ซึ่งมีน้ำหนักต่อม้วนประมาณ 20 ตัน

ควบคุมคุณภาพการผลิตทั้งระบบ On Line และ Off Line

ในกระบวนการผลิตจะมีการควบคุมคุณภาพทั้งการควบคุมเครื่องจักรแบบออนไลน์ (On Line) พร้อมทั้งตัว Sensor ที่จะวิ่งตลอดหน้าม้วนกระดาษ เพื่ออ่านค่าคุณภาพของกระดาษทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ความชื้น ความหนา เปอร์เซ็นต์ของหินปูน หรือเปอร์เซ็นต์ของสารเคลือบ โดยข้อมูลที่ได้จะถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบคุณภาพกระดาษตลอดทั้งหน้ากว้างกระดาษนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบคุณภาพโดยวิธี Off Line โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตัดตัวอย่างของกระดาษ เพื่อส่งไปทดสอบคุณสมบัติที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทำการทดสอบการทนแรงฉีกขาด การซับน้ำ จะเห็นได้ว่าในกระบวนการผลิต ของไทยเปเปอร์นี้ มีการตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการผลิต

ตามด้วย ขั้นตอนการผลิตที่ 3 การแปรรูป ในการผลิตในเบื้องต้นจะผลิตออกมาเป็นม้วน แต่ในการจัดส่งขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อจากลูกค้าว่าต้องการแบบม้วนเล็ก หรือแบบรีม โดยจะนำกระดาษม้วนใหญ่มากรอเป็นม้วนเล็กๆ ขนาด หน้ากว้าง 31 หรือ 36 นิ้ว หรือหากต้องการให้กระดาษนี้ มีความมันวาว ก็จะนำกระดาษไปเข้าเครื่องขัดผิวเคลือบมันก็จะได้กระดาษที่มีความมันวาวเป็นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ สั่งซื้อเป็นรีมจะมีการนำกระดาษม้วนเข้าสู่เครื่องตัดตามขนาดที่ต้องการ

ขึ้นแท่นผู้นำตลาดกระดาษพิมพ์และเขียน ฟันส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในไทย

ปัจจุบันไทยเปเปอร์ผลิตและจำหน่ายกระดาษพิมพ์และเขียนคุณภาพสองประเภท คือ กระดาษชนิดเคลือบผิว ได้แก่ กระดาษอาร์ตมัน กระดาษอาร์ตด้าน กระดาษอาร์ตการ์ด เป็นกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์ที่ต้องการความสวยงามและ มันเงาของภาพพิมพ์ เช่น นิตยสารชั้นนำอย่าง National Geographic, Sawasdee และแพรว เป็นต้น ประเภทที่ 2 คือ กระดาษชนิดไม่เคลือบผิว ได้แก่ กระดาษออฟเซต กระดาษถ่ายเอกสาร กระดาษคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์ธรรมดาและงานสำนักงานทั่วไป เช่น สมุดเรียน กระดาษถ่ายเอกสาร และแบบฟอร์มสำนักงานต่างๆ

ไทยเปเปอร์นับได้ว่าเป็นผู้นำในตลาดกระดาษพิมพ์และเขียน เนื่องจากมีกำลังการผลิตรวม 263,500 ตัน/ปี มีการจำหน่ายสินค้าไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ขณะนี้ ไทยเปเปอร์มีส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมกระดาษพิมพ์ และเขียนสูงที่สุดในประเทศไทย

วิกฤตเศรษฐกิจปี ’40 ฉุดความต้องการ กระดาษในประเทศลดลงเกือบ 50%

อย่างไรก็ตาม กว่าที่ไทยเปเปอร์จะประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ในปี พ.ศ. 2540 ไทยเปเปอร์ก็ประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างหนักหน่วง โดย พุฒิพร แสงรัตนเดช ผู้จัดการกลุ่มวางแผนการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด เล่าว่า ในช่วงเวลานั้นแบ่งเหตุการณ์ออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงที่เกิด Crisis ในปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนถึงปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นช่วงเวลา Crisis Management Period เป็นช่วงเวลาที่บริษัทลำบาก หลังจากเริ่มเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตในปี พ.ศ. 2537 จากนั้นในปี พ.ศ. 2540 ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ขณะเดียวกันคู่แข่งก็เริ่มเดินเครื่องจักรในปี พ.ศ. 2539 ทำให้ภาพรวมกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมกระดาษมีมากกว่าความต้องการในประเทศถึงเท่าตัว เรียกว่าได้ว่าขณะนั้นอุตสาหกรรมกระดาษอยู่ในภาวะ Over Supply ภายในเวลาเพียงสามปี

“หลังจากเราเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต ผลของวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ความต้องการในตลาดลดลงไปมาก จากที่เคยมีการประมาณการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2539 จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่พอมองย้อนไปกลับพบว่าขณะนั้นความ ต้องการลดลงมากกว่าที่ประมาณไว้เกือบ 50% เนื่องจาก ไทยเปเปอร์ให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศเป็นหลัก เราจึง คิดว่าถ้าเรายังผลิตให้กับความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องจักรแล้ว จะใช้เครื่องจักรสำหรับการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพียง 30-40% เท่านั้น”

ถูกขึ้นบัญชีให้จำหน่ายออกจากธุรกิจ ในเครือปูนใหญ่

เนื่องจากธุรกิจเยื่อกระดาษเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนทางด้านเครื่องจักรค่อนข้างสูง ซึ่งเงินลงทุนที่ใช้ส่วนใหญ่ เป็นการกู้เงินจากทั้งในและต่างประเทศ หากผลตอบแทน ที่ได้รับกลับมาต่ำ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของยอดขายที่ต่ำ หรือใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ ในขณะที่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

“ดอกเบี้ยที่ต้องแบกรับในขณะนั้นเป็นภาระที่หนักมาก เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการในตลาดลดลง แล้วเงินกู้ส่วนใหญ่ก็เป็นการกู้เงินตราต่างประเทศ ก็ยังมีเรื่อง ของค่าเงินบาทเข้ามาแทรก ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็เป็นเงินต่างประเทศด้วย ถ้าดูสถานการณ์ตอนนั้นจะเห็นได้ว่าความสามารถในการหาเงินมาใช้หนี้ ไม่สมดุลกัน ถ้ายังมีการดำเนินการอย่างเดิมๆ ต่อไปอาจทำให้บริษัทล้มได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กดดันไทยเปเปอร์ในขณะนั้น”

ขณะเดียวกัน เครือซิเมนต์ไทยได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น Core Business กับ Non Core Business โดยที่ Core Business หมายถึง ธุรกิจที่มีความสามารถสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ ส่วนธุรกิจที่แนวโน้มอาจจะดี แต่มิใช่ความถนัดของเครือซิเมนต์ไทยประเภท Non Core Business จะต้องดำเนินการขายหุ้นส่วนใหญ่ใหักับ ต่างประเทศไป เพื่อพยุงธุรกิจอื่นๆ ในเครือให้อยู่รอด ซึ่ง ไทยเปเปอร์ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้

พัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อส่งออก หวังใช้เครื่องจักรเต็มกำลังการผลิต

ในช่วงเวลานั้นผู้บริหารของไทยเปเปอร์จะต้อง บริหารงานเพื่อแก้ปัญหาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหาเงินมาชำระดอกเบี้ย หรือการปรับการบริหาร เพื่อสร้างยอดขาย ให้การดำเนินธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งผู้บริหารในขณะนั้นก็มีแนวคิดว่าทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้พนักงาน มีความกระตือรือร้นในการทำงานที่ให้บริษัทมีผลการ ดำเนินงานที่ดีและรอดพ้นวิกฤตไปได้ โดยพบว่าสิ่งที่ต้องทำ คือ พยายามขึ้นราคาภายในประเทศเพื่อชดเชยกับภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ซึ่งในตอนนั้นสินค้าส่วนใหญ่ในท้องตลาดต่างพากันปรับราคาขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อจำกัดที่ว่า แม้จะปรับราคาขึ้นแล้วก็ช่วยให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้น เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงมองไปถึงการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร

พร้อมๆ กันนี้ได้วางกลยุทธ์พัฒนาสินค้าเพื่อการ ส่งออก เพี่อเพิ่มยอดขาย ในขณะเดียวกันจะได้เพิ่มปริมาณการใช้เครื่องจักรให้เต็มกำลังการผลิตมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคง ติดปัญหาที่ว่าในขณะนั้นมาตรฐานของสินค้าที่เคยผลิตป้อนภายในประเทศมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานความต้องการ ในตลาดต่างประเทศมาก และการทำตลาดต่างประเทศนั้น การสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ๆ ก็มักจะต้องใช้เวลา ทำให้สิ่งแรกที่ไทยเปเปอร์ต้องทำ คือ การปรับคุณภาพของสินค้าให้มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างเร่งด่วน ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาทั้งสิ้น

“เราคิดว่าทำอย่างไรก็ได้ให้หาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย ให้ได้ ซึ่งพนักงานทุกคนเข้าใจกันหมด ตอนนั้นเราคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้มีการใช้เครื่องจักรเต็มกำลัง เพราะถ้าขายได้ดีเราก็มีเงินมาจ่ายดอกเบี้ย แต่ถ้าเราทำในประเทศเราจะใช้กำลังการผลิตเพียง 30-40% เท่านั้น จึงใช้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้าเพื่อการส่งออก”

สามปีให้หลัง ไทยเปเปอร์กลับคืนสู่ Core Business อีกครั้ง

พุฒิพร กล่าวว่า นอกจากกลยุทธ์ดังกล่าวแล้ว ทางทีมงานบริหารยังได้จัดทำ Policy Management พร้อมทั้งดูแลอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว เนื่องจากต้องมีการเตรียมพร้อม หากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติจะต้องปรับแผนการตลาดให้ทัน ต่อเหตุการณ์ การทำงานในช่วงเวลานั้นว่าจะต้องดูเรื่อง เงินสดกันอย่างใกล้ชิดทุกสัปดาห์ ด้วยปริมาณเงินสดที่ ค่อนข้างจำกัดเพื่อจัดเตรียมรายรับให้พอกับรายจ่าย

ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการทำงานของบริษัทให้ เข้าสู่ระบบมาตรฐาน ISO ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมในการทำตลาดต่างประเทศ ช่วยให้สินค้าเป็นที่ยอมรับได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการนำระบบมาตรฐานมาใช้ในการผลิตช่วยให้ฝ่ายบริหารมีการจัดการที่น้อยลงมีเวลาในการทำตลาด มากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลกับการผลิตมากนัก ซึ่งไทยเปเปอร์ก็ได้การรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 และ ISO 14001 รวมไปถึงระบบการจัดการชีวอนามัยและความปลอดภัย จาก มอก.18001 อีกด้วย

ผลจากการดำเนินงานต่างๆ ดังกล่าว ส่งผลให้จากเดิม ที่ไทยเปเปอร์มีปริมาณการส่งออกเพียงเล็กน้อยเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ตัน ในปี พ.ศ. 2541 รวมไปถึงผลการดำเนินงาน ที่ดีทำให้เครือซิเมนต์ไทยเชื่อว่าไทยเปเปอร์เป็นธุรกิจ ที่จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ทำการพิจารณาให้เป็น Core Business ซึ่งไทยเปเปอร์เป็นเพียงบริษัทเดียวใน เครือซิเมนต์ไทยที่เคยถูกคัดให้เป็น Non Core Business แล้วกลับมาเป็น Core Business ได้ภายในระยะเวลาเพียงสามปี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวไทยเปเปอร์ทุกคน

จัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เน้นตรวจสอบและประเมินผลได้

ทางด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ไทยเปเปอร์ได้กำหนดนโยบายที่เคร่งครัดในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพสูง น้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วสามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตและใช้เพื่อ การเกษตรได้ พร้อมทั้งมีการติดตั้งระบบดักจับฝุ่นละอองแบบไฟฟ้าสถิต และมีระบบควบคุมปริมาณสารประกอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตไม่ให้ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ มีระบบการจัดการวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิต โดยแยกวัสดุออกเป็นประเภทที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ทันทีและที่ต้องนำไปผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้วจึงนำกลับมาใช้ได้ จะเห็นได้ว่าการดำเนินการของไทยเปเปอร์มีระบบที่ค่อนข้างชัดเจน สามารถตรวจสอบและประเมินผลได้ ทั้งนี้ กระบวนการต่างๆได้ดำเนินการไปพร้อมๆ กับการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นกับพนักงานทุกคน เพื่อการดำเนินงานที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

Deming Prize และรางวัลคุณภาพแห่งชาติ ปี ’46 ผลงานแห่งความภาคภูมิใจ

ในปี พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา ไทยเปเปอร์ได้พิสูจน์ถึงการมีมาตรฐานระดับโลกในการบริหารจัดการ ด้วยการ คว้า “รางวัลคุณภาพแห่งชาติ” หรือ Thailand Quality Award ประจำปี 2546 และ รางวัล Deming Prize จากสมาคมวิทยาศาสตร์และวิศวกร จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ถือได้ว่าเป็นรางวัลระดับโลก ในเรื่องนี้ เชาวลิต เอกบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด กล่าวถึงรางวัลที่ได้รับว่า ความสำเร็จในครั้งนี้มาจากวัฒนธรรมขององค์กรที่มีความเข้มแข็ง รวมถึงค่านิยมและอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจของเครือซิเมนต์ไทย 4 ประการ คือ การตั้งมั่นในคุณธรรม มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ เชื่อมั่นในคุณค่าของคน และถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งไทยเปเปอร์ก็ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด ประกอบกับ วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่มุ่งสร้างคุณค่าต่อลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ ชุมชนและสังคม อย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ ที่มาของความเป็นเลิศมาจากปัจจัยสามประการ ได้แก่ ระบบการนำองค์กรหรือภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง ทีมงานที่ดี และพนักงานทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความสำเร็จให้องค์กรได้ด้วยการยึดถือค่านิยมและอุดมการณ์ ของบริษัท จึงมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติงานอย่างจริงจังทำให้ ไทยเปเปอร์สามารถยืนหยัดอยู่ในวงการอุตสาหกรรมกระดาษ และขึ้นเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของตลาดได้ในปัจจุบัน

จากการที่ไทยเปเปอร์ได้รับรางวัลดังกล่าว ทำให้ ได้รับการยอมรับจากองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ ทางผู้บริหารจึงเกิดแนวคิดที่จะได้มีโอกาสส่งเสริมและ สนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยนำเสนอวิธีปฏิบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จผ่านงาน สัมมนา Thailand Quality Award (TQA) Winner Conference ในปลายปีที่ผ่านมานี้ รวมทั้งยังเปิดโอกาส ให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมสถานประกอบการ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่ไทยเปเปอร์ได้เคยทำสำเร็จมาแล้ว

จากองค์กรที่เป็นเสมือนม้านอกสายตาในเครือ ซิเมนต์ไทย ทุกวันนี้ ไทยเปเปอร์กลับผงาดเป็นผู้นำทางธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมกระดาษพิมพ์และเขียนของประเทศ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากพนักงาน และผู้บริหารทุกคนที่จะพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากในองค์กรแล้วไทยเปเปอร์ยัง มองไกลไปยังระดับประเทศ โดยตั้งใจที่จะแบ่งปันความรู้ พร้อมเผยแพร่กระบวนการและวิธีการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จแก่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ เพื่อให้ประเทศไทย มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศมากยิ่งขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างขององค์กรคุณภาพที่ดำเนินธุรกิจ เพื่อสังคมอย่างแท้จริง


  ชื่อผู้เขียน : วารี ช้วนรักธรรม

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved