» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน 2548
นิตยสาร : ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม
ฉบับ : ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน 2548
เรื่องเด่นในฉบับ :
• สุเมธ อักษรกิตติ์, วิจักขณ์ เศรษฐบุตร 2 ใน 5 ประธานอนุกรรมการสาขาไฟฟ้ารุ่นก่อตั้ง
• ไฟฟ้าสื่อสาร VS. ไฟฟ้ากำลัง
• ซื้อคอมพิวเตอร์ทีไร คนไทยจะต้องกัดกัน
• WPAN (Wireless Personal Area Network)
• Computer Models for Fire and Smoke
• มาวางแผนการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่าฯ
ราคา : 80.00 บาท

คอลัมน์ : เทคโนโลยี
ชื่อเรื่อง : ท่อนาโนคาร์บอน

ปัจจุบันนาโนเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมมากยิ่งขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีในระดับนาโนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและกำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมวัสดุระดับนาโน หรือการเตรียมอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กลงจนอยู่ในระดับโมเลกุล ซึ่งวัสดุชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในปัจจุบันก็คือ ท่อนาโนคาร์บอน

รูปที่ 1 ท่อนาโนคาร์บอน วัสดุดําที่เลอะมือเหมือนกับถ่านหุงอาหาร แต่การจัดเรียงอะตอมใหม่ ทําให้ ถ่านราคากิโลกรัมละ 20-40 บาท กลายเป็นท่อนาโนที่มีราคากิโลกรัมละล้านกว่าบาท [ ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ และ ธนากรโอสถจันทร , 2547]

ท่อนาโนคาร์บอน (carbon nanotube, CNT) เป็นโมเลกุลที่มีรูปร่างคล้ายท่อกลวงของโครงสร้างร่างแหตาข่ายขนาดเล็ก สร้างมาจากวัสดุที่เป็นธาตุพื้นฐานสำคัญที่สุดของมนุษย์นั่นก็คือ คาร์บอน เส้นผ่านศูนย์กลางของท่อดังกล่าวอยู่ในระดับนาโนเมตร (ประมาณ 1 ถึง 15 นาโนเมตร) และมีความยาวถึงประมาณ 10 ไมโครเมตร ท่อนาโนคาร์บอนจึงเป็นวัสดที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางหลายพันเท่า มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา สมบัติทางฟิสิกส์ที่สำคัญอย่างมากของท่อนาโนคาร์บอนคือ ความสามารถในการเป็นตัวนำหรือกึ่งตัวนำไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังสามารถนำความร้อนที่ดีอีกด้วย จึงมีความคิดในการนำท่อนาโนคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ในงานหลายประเภท เช่น การทำชิพในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำสายเคเบิล อุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์วัดระดับสารเคมี เป็นต้น

โครงสร้างของท่อนาโนคาร์บอน

โมเลกุลของท่อนาโนคาร์บอนประกอบขึ้นจากธาตุคาร์บอนเช่นเดียวกับเพชร แกรไฟต์ (graphite) เถ้าถ่าน และบอลนาโนคาร์บอนหรือฟูลเลอร์รีน (Fullerene, C60 หรือ C70) แต่มีโครงสร้างการจัดเรียงอะตอมที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เพชรมีโครงสร้างของอะตอมคาร์บอนล้อมรอบอะตอมอื่นอยู่ 4 ตัว ดัง รูปที่ 2(a) เกิดเป็นโครงสร้างโครงตาข่ายสามมิติจากการเชื่อมต่อของพันธะโควาเลนซ์ของคาร์บอนจึงทำให้เพชรมีความแข็งแกร่งและคงทนมาก ขณะที่แกรไฟต์มีอะตอมคาร์บอนล้อมรอบอะตอมอื่นอยู่เพียง 3 ตัว พันธะโควาเลนซ์ของคาร์บอนเชื่อมต่อกันเป็นรูปหกเหลี่ยมคล้ายกับรังผึ้งหรือตาข่าย เรียงกันเป็นแผ่นในระนาบเดียวกันเรียกว่าแผ่นแกรฟีน (graphene) และมีพันธะเชื่อมต่อระหว่างระนาบเป็นชั้นๆ ดัง รูปที่ 2(b) พันธะของคาร์บอนในระนาบเดียวกันของแผ่นแกรไฟต์นั้นแข็งแกร่งมากแต่พันธะระหว่างระนาบไม่แข็งแรงมากนักและเลื่อนไหลได้ ส่วนเถ้าถ่านจากการเผาไหม้จะมีโครงสร้างคล้ายแกรไฟต์แต่เรียงตัวอย่างไม่เป็นระเบียบหรือที่เรียกว่าอสัณฐานของคาร์บอน และฟูลเลอร์รีนมีโครงสร้างของคาร์บอนที่จัดเรียงตัวเป็นทรงกลมคล้ายลูกฟุตบอล ดัง รูปที่ 2(c)

รูปที่ 2 โครงสร้างของ (a) เพชร (b) แกรไฟต์ และ (c) ฟูลเลอร์รีน [http://digital.lib.kmutt.ac.th/magazine/issue4/covers/cover1]

โครงสร้างของวัสดุที่กล่าวข้างต้นต่างจากโครงสร้างของท่อนาโนคาร์บอนที่คล้ายกับแผ่นแกรไฟต์ที่ม้วนตัวเกิดเป็นท่อทรงกระบอกกลวง ท่อนาโนคาร์บอนจึงมีผนังของอะตอมคาร์บอนที่จัดเรียงพันธะโควาเลนซ์ระหว่างอะตอมเป็นวงแหวนหกเหลี่ยมและอาจมีบริเวณปลายของท่อปิดด้วยวงแหวนห้าเหลี่ยมของคาร์บอนที่มีโครงสร้างคล้ายครึ่งหนึ่งของฟูลเลอร์รีน ดัง รูปที่ 3 ท่อนาโนคาร์บอนประเภทนี้เรียกว่าท่อนาโนคาร์บอนผนังชั้นเดียว (single wall nanotube, SWNT)

รูปที่ 3 ท่อนาโนคาร์บอนผนังชั้นเดียว (SWNT) [http://www.mindspring.com/~kimall/Fuller/nanotubes.html และ http://www.photon.t.u/tokyo.ac.jp/~maruyama/fticr/ft/icr_files]

ลวดลายตามผนังของท่อนาโนคาร์บอนแบบผนังชั้นเดียวนั้นอาจมีลักษณะโครงสร้างที่แตกต่างกันได้ 3 แบบตามการม้วนแผ่นแกรไฟต์ด้วยมุมบิดที่ต่างกัน คือ โครงสร้างท่อแบบ armchair ที่เกิดจากการม้วนแผ่นแกรไฟต์ตามแนวสมมาตรแกนตั้ง โครงสร้างท่อแบบ zigzag ที่เกิดจากการม้วนแผ่นแกรไฟต์ตามแนวสมมาตรแกนนอน และโครงสร้างท่อแบบ chiral ที่เกิดจากการม้วนแผ่นแกรไฟต์ด้วยมุมบิดอื่นๆ ต่างจากสองแบบแรก ซึ่งโครงสร้างท่อนาโนทั้งสามแบบนั้นแสดงได้ดัง รูปที่ 4 และโครงสร้างที่แตกต่างกันนี้มีผลต่อคุณสมบัติหลายๆ อย่างของท่อนาโนคาร์บอน

รูปที่ 4 ลักษณะการม้วนแผ่นแกรไฟต์เป็นท่อนาโน และโครงสร้างของท่อนาโนที่ได้

นอกจากท่อนาโนคาร์บอนผนังชั้นเดียวที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีท่อที่มีผนังหลายชั้น (multi-wall nanotube, MWNT) ซึ่งผนังท่อมีลักษณะซ้อนกันคล้ายกับการซ้อนท่อเล็กในท่อใหญ่โดยมีจุดศูนย์กลางภาคตัดขวางของท่อเป็นจุดเดียวกัน ดังแสดงใน รูปที่ 5

รูปที่ 5 ท่อนาโนคาร์บอนผนังหลายชั้น (MWNT) [http://www.mindspring.com/~kimall/Fuller/nanotubes.html และ http://www.photon.t.u/tokyo.ac.jp/~maruyama/fticr/ft/icr_files]

การค้นพบท่อนาโนคาร์บอน

การค้นพบท่อนาโนคาร์บอนครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญในปี ค . ศ .1991 ภายหลังการค้นพบฟูลเลอร์รีน 6 ปี โดยนักวิจัยของบริษัท เอ็นอีซี (NEC) ในห้องทดลองที่เมืองสึคุบา (Tsukuba) ประเทศญี่ปุ่น ชื่อ ซูมิโอะ อิจิมา (Sumio Iijima) ขณะที่เขาใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีกำลังขยายสูงมากตรวจสอบเขม่าสีดำที่ได้จากการเตรียมฟูลเลอร์รีนจากกระบวนการยิงด้วยอิเล็กตรอน (electron arc discharge) แล้วสังเกตเห็นวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกับรากไม้ เป็นเส้นยาว บาง และจับกันอยู่เป็นกลุ่ม แต่ที่น่าสนใจคือ วัสดุนี้มีโครงสร้างของอะตอมที่เป็นระเบียบและสมมาตร ซึ่งท่อนาโนคาร์บอนที่ค้นพบครั้งแรกนั้นคือท่อชนิดผนังหลายชั้น จากนั้นในปี ค.ศ. 1993 อิจิมาและนักวิจัยของบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) ชื่อ ดอน เบทูน (Don Bethune) ได้นำเสนอรายงานวิจัยว่าสามารถสร้างท่อนาโนผนังชั้นเดียวได้ โดยการเติมโลหะเร่งปฏิกิริยาปริมาณเล็กน้อยในระหว่างการสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนเพื่อป้องกันการม้วนตัวด้วยตัวเองของแผ่นแกรไฟต์ และป้องกันการเกิดเป็นฟูลเลอร์รีนขนาดเล็ก จากนั้นท่อนาโนของคาร์บอนก็ได้รับความสนใจศึกษามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างท่อนาโนคาร์บอนให้มีขนาดและคุณสมบัติตามที่ต้องการ รวมทั้งการนำท่อนาโนไปประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ อีกด้วย

การสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอน

จากการศึกษารายงานวิจัยพบว่าเทคนิคการสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสมบัติของท่อนาโนที่ต้องการ ซึ่งถ้าพิจารณาตามอุณหภูมิที่ใช้ในการสังเคราะห์ สามารถแบ่งเทคนิคการสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนต่างๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้อุณหภูมิสูง และ กลุ่มที่ใช้อุณหภูมิปานกลาง

1. กระบวนการที่ใช้อุณหภูมิสูง

กระบวนการสังเคราะห์ท่อนาโนที่ใช้อุณหภูมิสูงประกอบด้วยเทคนิคการยิงด้วยเลเซอร์ (laser ablation) เทคนิคการใช้แสง (solar method) และเทคนิคการยิงด้วยอิเล็กตรอน (electron arc discharge) กระบวนการเหล่านี้ใช้การยิงแผ่นแกรไฟต์และตัวเร่งปฏิกิริยาที่อุณหภูมิสูงถึงประมาณ 1500 องศาเซลเซียสเพื่อให้เกิดการแตกตัวของอะตอมคาร์บอนและตัวเร่งปฏิกิริยา ความหนาแน่นของอะตอมทั้งสองชนิดที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวแปรที่สำคัญตัวแปรหนึ่งของการสร้างพันธะของคาร์บอนจนได้เป็นท่อนาโน ซึ่งรายละเอียดของกระบวนการสังเคราะห์ที่ใช้อุณหภูมิสูงสองวิธีหลักที่นิยมใช้กันมีดังต่อไปนี้

1.1 เทคนิคการยิงด้วยอิเล็กตรอน (electron arc discharge)

เทคนิคนี้เป็นวิธีเริ่มแรกที่ใช้สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอน ซึ่งแต่เดิมนั้นใช้ในการสังเคราะห์ฟูลเลอร์รีน โดยใช้การป้อนไฟฟ้ากระแสตรงขนาด 100 แอมแปร์ และศักย์ไฟฟ้าประมาณ 20 กิโล โวลต์ที่ระหว่างขั้วคาร์บอน และควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 2000 ถึง 3000 องศาเซลเซียส ทำให้คาร์บอนเกิดการแตกตัวกลายเป็นพลาสมาร้อน จากนั้นคาร์บอนที่แตกตัวจะเกิดการควบแน่นและก่อตัวใหม่เป็นท่อนาโนที่ขั้วแคโทด ท่อนาโนที่สังเคราะห์ได้นี้อาจเป็นท่อชนิดผนังหลายชั้นหรือผนังชั้นเดียวก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าใช้โลหะเร่งปฏิกิริยาหรือไม่ ( ถ้าใช้โลหะเร่งปฏิกิริยาจะได้ท่อชนิดผนังชั้นเดียว ) วิธีการสังเคราะห์ท่อนาโนวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและค่าใช้จ่ายถูก แต่ท่อนาโนที่ได้จะมีขนาดไม่สม่ำเสมอและมีสิ่งเจือปน เช่น อสัณฐานของคาร์บอน และขี้เถ้า ค่อนข้างมาก

1.2 เทคนิคการยิงด้วยเลเซอร์ (laser ablation)

เทคนิคนี้คิดค้นขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มของ สมอลลี (Smalley) โดยใช้เลเซอร์ที่มีพลังงานสูงยิงกระทบแท่งคาร์บอนผสมโลหะในเตาเผาที่มีอุณหภูมิประมาณ 1200 ถึง 1500 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนและอะตอมคาร์บอนที่ร้อนขึ้น และใช้ก๊าซเฉื่อย เช่น อาร์กอนหรือไนโตรเจนไปกวาดเอาท่อนาโนที่เกิดขึ้นออกจากเตาเผาแล้วนำไปหล่อเย็นที่ตัวกักเก็บที่ทำจากทองแดงด้านนอกเตาเผา การสังเคราะห์วิธีนี้ดีกว่าการยิงด้วยอิเล็กตรอนตรงที่ให้ท่อนาโนที่มีความบริสุทธิ์สูงกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายในการสังเคราะห์ค่อนข้างสูง

2. กระบวนการที่ใช้อุณหภูมิปานกลาง

กระบวนการสังเคราะห์ท่อนาโนกลุ่มนี้ประกอบด้วยกระบวนการสร้างวัสดุบางจับบนผิววัสดุอื่นทางเคมี หรืออาจเรียกว่าดีโพสิชันทางเคมี (chemical vapor deposition, CVD) แบบต่างๆ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ ใช้การแยกก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่เป็นแหล่งให้อะตอมคาร์บอน ( เช่น ก๊าซมีเทน หรือ อะเซทิลีน หรือใช้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์แทนก๊าซไฮโดรคาร์บอน ) บนโลหะตัวเร่งปฏิกิริยา ( เช่น นิกเกิล เหล็ก หรือ โคบอลท์ ) โดยใช้ความร้อนหรือพลาสมาเข้าช่วย ซึ่งการสลายตัวของก๊าซไฮโดรคาร์บอนนี้ใช้อุณหภูมิสูงไม่เกิน 900 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอุณหภูมิไม่สูงนัก จึงเรียกกระบวนเหล่านี้ว่ากระบวนการที่ใช้อุณหภูมิปานกลาง

ข้อดีของกระบวนการสังเคราะห์ท่อนาโนที่ใช้อุณหภูมิปานกลาง คือ สามารถควบคุมขนาดและความยาวของท่อได้ง่าย สามารถสังเคราะห์ท่อนาโนให้เกิดตรงตำแหน่งที่ต้องการได้ และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถพัฒนากระบวนการนี้ให้ผลิตท่อนาโนเชิงพาณิชย์ได้

วิธีดีโพสิชันทางเคมี (chemical vapor deposition, CVD) นี้สามารถแบ่งตามวิธีการแยกก๊าซไฮโดรคาร์บอนและวิธีการเตรียมโลหะตัวเร่งปฏิกิริยาออกเป็น 5 วิธี คือ ดีโพสิชันทางเคมีด้วยความร้อน (Thermal CVD) ดีโพสิชันทางเคมีของพลาสมา (plasma enhanced CVD, PECVD) ดีโพสิชันทางเคมีบนเส้นใยร้อน (hot filament CVD) ดีโพสิชันทางเคมีของเฟสไอ (Vapor phase growth CVD) และดีโพสิชันทางเคมีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ความดันสูง (high pressure carbon oxide CVD, HiPCo) ซึ่งวิธีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันคือ ดีโพสิชันทางเคมีด้วยความร้อน เนื่องจากสามารถสังเคราะห์ได้ทั้งท่อนาโนชนิดผนังชั้นเดียวและผนังหลายชั้น ส่วนวิธีดีโพสิชันทางเคมีของพลาสมานั้นสามารถสังเคราะห์ท่อนาโนได้ที่อุณหภูมิต่ำที่สุด ( ต่ำกว่า 400 องศาเซลเซียส) แต่ท่อนาโนที่ได้ส่วนมากจะเป็นชนิดผนังหลายชั้นเท่านั้น ต่อมาวิธีดีโพสิชันทางเคมีบนเส้นใยร้อนมีหลักการเช่นเดียวกันกับดีโพสิชันทางเคมีด้วยความร้อนต่างกันที่วิธีนี้ใช้เส้นใยยาวที่มีอุณหภูมิสูงในการแยกก๊าซออกเท่านั้น ข้อดีของวิธีนี้คือง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำ แต่คุณภาพของท่อนาโนที่สังเคราะห์ได้โดยวิธีนี้ยังมีคุณภาพที่ต่ำอยู่ สุดท้ายวิธีดีโพสิชันทางเคมีของเฟสไอและดีโพสิชันทางเคมีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ความดันสูง ใช้ก๊าซของโลหะ เช่น เฟอโรซีน (Fe[CO] 5) แทนอนุภาคของโลหะตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งสองวิธีนี้สามารถสังเคราะห์ท่อนาโนทีละจำนวนมากได้ แต่มีข้อเสียคือควบคุมทิศทางและตำแหน่งของท่อได้ไม่ง่ายนัก และใช้ก๊าซที่มีพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นสารตั้งต้น

ถ้าเปรียบเทียบกระบวนการสังเคราะห์ท่อนาโนที่ใช้อุณหภูมิสูงกับกระบวนการที่ใช้อุณหภูมิปานกลาง จะเห็นว่าทั้งสองวิธีต่างก็ให้ท่อนาโนที่มีสิ่งเจือปนด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งสิ่งเจือปนที่มักพบในท่อนาโนที่สังเคราะห์ได้ คือ โครงสร้างอสัณฐานของคาร์บอน ตัวเร่งปฏิกิริยาที่หลงเหลือ และอนุภาคระดับนาโนของแกรไฟต์ เป็นต้น แต่กระบวนการสังเคราะห์ท่อนาโนที่ใช้อุณหภูมิสูงมีข้อดีกว่าตรงที่เป็นวิธีนี้ให้โครงสร้างที่มีคุณภาพสูงกว่ากล่าวคือ ให้ท่อนาโนเพียงประเภทเดียว ( เป็นท่อนาโนผนังชั้นเดียว หรือท่อนาโนผนังหลายชั้น 100 เปอร์เซ็นต์ ) และสามารถควบคุมขนาดเส้นผ่านสูงกลางของท่อนาโนได้ แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถสังเคราะห์ปริมาณมากได้

( ฉบับหน้าพบกับ คุณสมบัติของท่อนาโนคาร์บอน )

เอกสารอ้างอิง

A. Thess, R. Lee, P. Nikolaev, H. Dai, P. Petit, J. Robert, C. Xu, Y.H. Lee, S.G. Kim, A.G. Rinzler, D.T. -Colbert, G. E. Scuseria, D. Tomanek, J.E. Fischer, R.E. Smalley, Science 273 (1996) 483-487.

C.C. Kao, R.J. Young, Composites Science and Technology 64 (2004) 2291 – 2295.

E. Kymakis, I. Alexandou, E.A.J. Amartunga, Synthetic Metals 127 (2002) 59-62.

F. Shidong, C. Jinhua, Y. Shouzhuo, D. Guohong, H. Deliang, K.Yafei, Analytical Biochemistry 339 (2005) 29-35.

G.M. Odegard, T.S. Gates, K.E. Wise, C. Park, E.J. Siochi, Composites Science and Technology 63 (2003) 1671 – 1687.

J. Kong, N.R. Franklin, C. Zhou, M.G. Chapline, S. Peng, K. Cho, H. Dai, Science 287 (2000) 622-625.

K.E. Drexler, Nanosystems: Molecular Machinery, Manufacturing and Computation, John Wiley & Sons, 1992.

P.G. Collins, P. Avouris, Scientific American 283 (2000) 62-69.

P.G. Collins, M.S. Arnold, P. Avouris, Science 292 (2001) 706-709.

R.F. Service, Science 281 (1998) 940-942.

S. Frank, P. Poncharal, Z.L. Wang, W.A. Heer, Science 280 (1998) 1744-1746.

S. Iijima, Nature 354 (1991) 56-58.

T.T. Erik, R. Zhifeng, C. Tsu-Wei, Composites Science and Technology 61 (2001) 1899 – 1912.

W.D. Heer, Science 289 (2000) 1702-17034.

http://digital.lib.kmutt.ac.th/magazine/issue4/covers/cover1

http://domino.research.ibm.com/comm/pr.nsf/pages/news.20010425_Carbon_Nanotubes.html

http://www.bangkokbiznews.com

http://www.nanoledge.com

http://www.mindspring.com/~kimall/Fuller/nanotubes.html

http://www.photon.t.u/tokyo.ac.jp/~maruyama/fticr/ft/icr_files

http://www.research.ibm.com/resources/news/20010425_Carbon_Nanotubes.shtml

http://www.thaiinternetwork.com

http://www.thaiscience.com/lab_vol/p13/p13cabon%20nanotubes.htm

http://www.imm.org

ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ และ ธนากรโอสถจันทร , สถานภาพความก้าวหน้าทางนาโนเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐอเมริกา , มหาวิทยาลัยมหิดล , กรุงเทพ , 2547, หน้า 10.

ยอดหทัย เทพธรานนท์ และ ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์ , นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีซูเปอร์จิ๋ว , พิมพ์ครั้งที่ 3, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ , ปทุมธานี , 2547, หน้า 23-25.


ประวัติผู้นำเสนอผลงาน

ดร. พิชญ์ ศุภผล

ประวัติการศึกษา

- จบการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ( สาขาวิศวกรรมเคมี) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2535
- ระดับปริญญามหาบัณฑิตและปริญญาดุษฎีบัณฑิต ( สาขาวิศวกรรมพอลิเมอร์) จาก University of Tennessee, Knoxville สหรัฐอเมริกา ในปี พ. ศ. 2539 และ พ. ศ. 2542 ตามลำดับ

งานวิจัยที่สนใจ ได้แก่ กระบวนการขึ้นรูปและการเกิดผลึกของพอลิเมอร์ พอลิเมอร์ผสม และพอลิเมอร์ประกอบ และกระบวนการปั่นเส้นใยด้วยไฟฟ้าสถิตของพอลิเมอร์และเซรามิคซ์และการนำไปใช้ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ รวมทั้งบทความวิชาการมากมาย



  ชื่อผู้เขียน : สุรวุฒิ ช่วงโชติ, พิชญ์ ศุภผล

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved