» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us » Webboard

ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน 2548
นิตยสาร : ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม
ฉบับ : ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน 2548
เรื่องเด่นในฉบับ :
• สุเมธ อักษรกิตติ์, วิจักขณ์ เศรษฐบุตร 2 ใน 5 ประธานอนุกรรมการสาขาไฟฟ้ารุ่นก่อตั้ง
• ไฟฟ้าสื่อสาร VS. ไฟฟ้ากำลัง
• ซื้อคอมพิวเตอร์ทีไร คนไทยจะต้องกัดกัน
• WPAN (Wireless Personal Area Network)
• Computer Models for Fire and Smoke
• มาวางแผนการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่าฯ
ราคา : 80.00 บาท

คอลัมน์ : มาตรฐานการติดตั้ง
ชื่อเรื่อง : ขยายความมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2545 บทที่ 6 บริภัณฑ์ไฟฟ้า ตอนที่1

ข้อกำหนดในบทนี้เกี่ยวกับการออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับบริภัณฑ์ โคมไฟฟ้า สวิตช์ เต้ารับและเต้าเสียบ มอเตอร์ วงจรมอเตอร์และเครื่องควบคุม หม้อแปลง ห้องหม้อแปลง ลานหม้อแปลง และคาปาซิเตอร์

6.1 โคมไฟฟ้าและเครื่องประกอบการติดตั้ง

6.1.1 ทั่วไป
ให้ใช้กับโคมไฟฟ้า ขั้วรับหลอด สายเข้าดวงโคมชนิดแขวน หลอดไส้ หลอดไฟอาร์ก หลอดไฟปล่อยประจุ การเดินสายของดวงโคมและบริภัณฑ์ที่เป็นส่วนประกอบของดวงโคม

6.1.2 โคมไฟฟ้าและเครื่องประกอบการติดตั้งต้องไม่มี ส่วนที่มีไฟฟ้าเปิดโล่ง ให้ สัมผัสได้

6.1.3 ดวงโคมไฟฟ้า และเครื่องประกอบการติดตั้งต้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ติดตั้ง เมื่อการติดตั้งในสถานที่เปียกหรือสถานที่ชื้นต้องใช้ดวงโคมชนิดที่น้ำไม่สามารถเข้าไปในดวงโคมหรือเครื่องประกอบการติดตั้งได้เมื่ออยู่ในสภาพการใช้งานตามปกติ

การป้องกันการสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าและป้องกันน้ำ สามารถดูได้จากค่า IP ที่ระบุไว้ที่ตัวดวงโคม การป้องกันส่วนที่มีไฟฟ้าอาจทำได้โดยการมีที่กั้น โดยการติดตั้งในที่สูง หรือโดยการห่อหุ้มก็ได้ตามความเหมาะสม ในการเลือกการป้องกันน้ำจะต้องทราบสภาพของสถานที่ติดตั้งด้วย

6.1.4 ดวงโคมใกล้วัสดุติดไฟ ต้องมีสิ่งป้องกันหรือกั้นไม่ให้วัสดุติดไฟได้รับความ ร้อนเกิน 90 องศาเซลเซียส

6.1.5 ดวงโคมและขั้วรับหลอด ต้องมีการจับยึดอย่างแข็งแรงและเหมาะสมกับน้ำหนักของดวงโคม ดวงโคมที่มีน้ำหนักเกินกว่า 2.5 กิโลกรัม หรือมีขนาดใหญ่กว่า 400 มม. ห้ามใช้ขั้วรับหลอดเป็นตัวรับน้ำหนักของดวงโคม

6.1.6 การเดินสายดวงโคม

6.1.6.1 การเดินสายดวงโคม ต้องจัดทำให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันความเสียหายทางกายภาพและให้ใช้สายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และต้องไม่ทำให้อุณหภูมิของสายนั้นสูงกว่าอุณหภูมิใช้งานสูงสุดของสาย

6.1.6.2 ขนาดของสายต้องไม่เล็กกว่า 0.5 ตร . มม . และต้องเป็นชนิดที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน

6.1.6.3 ขั้วรับหลอดชนิดเกลียวเมื่อใช้กับระบบไฟฟ้าที่มีตัวนำนิวทรัล ส่วน เกลียวโลหะที่เป็นทางเดินของกระแสไฟฟ้าต้องต่อกับตัวนำ นิวทรัลเท่านั้น

6.1.7 ดวงโคมต้องติด ตั้งให้สามารถตรวจสอบการต่อสายระหว่างสายดวงโคมกับ สายของวงจรย่อยได้โดยสะดวก

 
รูป แสดงส่วนเกลียวต้องต่อกับสายนิวทรัลตามข้อ 6.1.6.3

6.1.8 ฉนวนของสายในดวงโคม

6.1.8.1 สายที่ใช้ในดวงโคมต้องมีฉนวนที่เหมาะสมกับกระแส แรงดันและอุณหภูมิใช้งาน
6.1.8.2 ดวงโคมที่ติดตั้งในสถานที่เปียกชื้น หรือสถานที่ที่มีการผุกร่อนได้ ต้องใช้สายชนิดที่ได้รับการรับรองเพื่อใช้สำหรับจุดประสงค์นั้นแล้ว

6.1.9 การต่อและการต่อแยก

6.1.9.1 จุดต่อหรือจุดต่อแยกของสายต้องไม่อยู่ในก้านดวงโคม
6.1.9.2 การต่อหรือการต่อแยกของสายให้มีในดวงโคมได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
6.1.9.3 สายไฟที่อยู่ในตู้แสดงสินค้าต้องเดินในช่องเดินสาย และส่วนที่มีไฟฟ้าต้องไม่อยู่ในที่เปิดเผย
6.1.9.4 กล่องจุดต่อไฟฟ้าเข้าดวงโคมต้องมีฝาครอบ หรือปิดด้วยฝาครอบ ดวงโคมขั้วรับหลอด เต้ารับ เต้าเพดาน หรืออุปกรณ์ที่คล้ายกัน

6.2 สวิตช์ เต้ารับ (Receptacle) และเต้าเสียบ (Plug)

6.2.1 สวิตช์และเต้ารับที่ใช้งานต้องมีพิกัดกระแส แรงดัน และประเภทเหมาะสมกับสภาพการใช้งาน เต้ารับต้องไม่เป็นประเภทที่ใช้เป็นขั้วหลอดได้ด้วย

6.2.2 สวิตช์และเต้ารับที่ใช้กลางแจ้ง หรือสถานที่เปียกชื้น ต้องเป็นชนิดที่ระบุ IP ให้เหมาะกับสภาพการใช้งาน กรณีป้องกันน้ำสาดให้ใช้ไม่ต่ำกว่า IPX4 กรณีป้องกันน้ำฉีดให้ใช้ไม่ต่ำกว่า IPX5 ตามข้อ 2.8

6.2.3 เต้ารับแบบติดกับพื้นหรือฝังพื้น การติดตั้งต้องป้องกันหรือหลีกเลี่ยงจาก ความเสียหายทางกายภาพเนื่องจากการทำความสะอาดพื้นและการใช้งาน

6.2.4 สวิตช์และเต้ารับต้องติดตั้งอยู่เหนือระดับน้ำที่อาจท่วมหรือขังได้

6.2.5 ขนาดสายสำหรับเต้ารับต้องไม่เล็กกว่า 1.5 ตร.มม.

6.2.6 เต้ารับให้เป็นไปตามข้อ 3.1.7.1

 
รูปเต้ารับเต้าเสียบแบบต่าง ๆ

 
ส่วนประกอบของวงจรมอเตอร์

6.3 มอเตอร์ วงจรมอเตอร์ และเครื่องควบคุม

ตอน ก . ทั่วไป

6.3.1 ข้อกำหนดนี้ใช้สำหรับการติดตั้งมอเตอร์ วงจรมอเตอร์ และเครื่องควบคุม มอเตอร์ทั่วไปในกรณีที่ติดตั้งในสถานที่เฉพาะ เช่น ในบริเวณอันตราย ให้ดูรายละเอียดในเรื่องนั้นๆ ประกอบด้วย

6.3.2 บุชชิง
เมื่อเดินสายผ่านช่องเปิดของเครื่องห่อหุ้ม กล่องต่อท่อหรือผนังต้องใช้บุชชิงเพื่อป้องกันความเสียหายของสาย บุชชิงต้องทำจากวัสดุที่ทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น ทนต่อน้ำมันหล่อลื่น จาระบี สารเคมี หรืออื่นๆ

6.3.3 ที่ตั้ง

6.3.3.1 มอเตอร์ต้องติดตั้งในสถาน ที่ที่สามารถระบายอากาศได้สะดวก และสามารถเข้าไปบำรุงรักษาได้ง่าย
ยกเว้น มอเตอร์ที่เป็นส่วนประกอบของบริภัณฑ์ที่สำเร็จรูป

ความร้อนของมอเตอร์จะระบายออกสู่อากาศโดยรอบ ถ้าอากาศโดยรอบไม่สามารถระบายได้ดีก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปกติมอเตอร์จะออกแบบให้ใช้งานที่อุณหภูมิโดยรอบ 40 OC ถ้านำมอเตอร์ไปใช้งานในที่ซึ่งมีอุณหภูมิโดยรอบสูงกว่า จะทำให้ประสิทธิภาพของมอเตอร์ลดลง คือพิกัดแรงม้าของมอเตอร์จะลดลงนั่นเอง แต่ถ้ายังคงใช้มอเตอร์ที่โหลดเต็มที่อยู่จะทำให้มอเตอร์ร้อนขึ้นจนเกินค่า Temperature Class ของฉนวน เป็นผลให้อายุการใช้งานของมอเตอร์สั้นลง ถ้าอุณหภูมิของขดลวดสูงกว่าพิกัด 10 OC อายุการใช้งานของมอเตอร์จะลดลงเหลือประมาณครึ่งเดียว

6.3.3.2 มอเตอร์แบบเปิดที่มีแปรงถ่าน ต้องติดตั้งในสถานที่หรือมีมาตรการ ป้องกันไม่ให้ประกายไฟที่อาจเกิดขึ้นกระเด็นไปถูกวัสดุติดไฟได้

6.3.3.3 ในสถานที่ที่มีละออง หรือวัสดุที่ปลิวได้ซึ่งสามารถเกาะติดหรือเข้า ไปภายในมอเตอร์ได้มากพอที่จะทำให้มอเตอร์ระบายอากาศและความร้อนไม่สะดวก ในสถานที่เช่นนี้ต้องใช้มอเตอร์ชนิดปิด

6.3.4 มอเตอร์ตัวใหญ่ที่สุด
การพิจารณาตัดสินว่ามอเตอร์ตัวใดใหญ่ที่สุดให้ดูจากพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์

ตอน ข . สายสำหรับวงจรมอเตอร์

6.3.5 สายสำหรับมอเตอร์ตัวเดียว

การกำหนดขนาดขนาดสายไฟฟ้าของวงจรมอเตอร์ ในข้อนี้เป็นการกำหนดตามพิกัดกระแสของมอเตอร์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทั้งในภาวะปกติ ภาวะโหลดเกินและลัดวงจร โดยที่เครื่องป้องกันทำงานได้ตามที่ตั้งไว้ แต่ ในการใช้งานจริงจะต้องคำนึงถึงแรงดันตกเนื่องจากความยาวของสายไฟฟ้าด้วยถ้าแรงดันตกสูงเกินไป มอเตอร์อาจไม่สามารถใช้งานได้ หรือเกิดความร้อนสูงเกินจนอายุการใช้งานสั้นลง

6.3.5.1 สายของวงจรย่อยที่จ่ายให้มอเตอร์ตัวเดียว ต้องมีขนาดกระแสไม่ ต่ำกว่าร้อยละ 125 ของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์ ยกเว้น มอเตอร์ชนิดความเร็วหลายค่าที่นำมาใช้งาน ประเภทใช้งานระยะสั้น ใช้งานเป็นระยะ ใช้งานเป็นคาบ และใช้งานที่เปลี่ยนแปลง สายต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าจำนวนร้อยละของพิกัดกระแสบนแผ่นป้ายประจำเครื่องตามตารางที่ 6-1

6.3.5.2 สายของวงจรย่อยมอเตอร์ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 1.5 ตร. มม.

การกำหนดขนาดสายของวงจรมอเอตร์จะกำหนดจากพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์ เพราะการกำหนดขนาดสายไฟฟ้าจากเครื่องป้องกันกระแสลัดวงจรจะทำให้ต้องใช้สายไฟฟ้าใหญ่เกินไป

มอเตอร์ใช้เครื่องป้องกันโหลดเกินเป็นตัวป้องการการใช้งานเกินกำลังของมอเตอร์ การปรับตั้งเครื่องป้องกันโหลดเกินปกติจะตั้งที่ประมาณ 115% ถึง 125% ของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ ในการกำหนดขนาดสายไฟฟ้าจึงเลือกใช้สายที่มีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่า 125% ของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์

ตัวอย่างการกำหนดขนาดกระแสของสายไฟฟ้า

มอเตอร์ชนิดอินดักชันขนาด 10 แรงม้า กระแสโหลดเต็มที่เท่ากับ 18 แอมแปร์ ต้องการหาว่าสายไฟฟ้าที่ใช้ต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าเท่าไร

วิธีทำ สายไฟฟ้าต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่า 125% ของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์ ดังนั้นสายไฟฟ้าต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่า 1.25 x 18 = 22.5 แอมแปร์

หมายเหตุ การจะกำหนดขนากสายไฟฟ้าจะต้องทราบชนิดของสายไฟฟ้าและวิธีการเดินสายด้วย

ข้อสำคัญคือขนาดสายเล็กสุดของวงจรมอเตอร์ ต้องไม่เล็กกว่า 1.5 ตร . มม . ถึงแม้มอเตอร์จะมีพิกัดกระแสต่ำมาก ๆ ก็ตาม การกำหนดขนาดสายไม่เล็กกว่า 1.5 ตร . มม . ก็เนื่องจากต้องการความแข็งแรงทางกล และสามารถทนกระแสเริ่มเดินและกระแสลัดวงจรได้โดยไม่ขาดก่อนที่เครื่องป้องกันกระแสลัดวงจรจะทำงานปลดวงจร

6.3.6 สายด้านทุติยภูมิของมอเตอร์แบบวาวด์โรเตอร์ (Wound-Rotor)


วงจรวาวด์โรเตอร์มอเตอร์

6.3.6.1 มอเตอร์ใช้งานประเภทต่อเนื่อง
สายที่ต่อระหว่างด้านทุติยภูมิของมอเตอร์กับเครื่องควบคุมมอเตอร์ต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าร้อยละ 125 ของกระแสโหลดเต็มที่ด้านทุติยภูมิของมอเตอร์

เนื่องจากมอเตอร์ชนิดวาวด์โรเตอร์ประกอบด้วยขดลวด 2 ส่วนคือ ขอลวดด้านปฐมภูมิ (Primary) และด้านทุติยภูมิ (Secondary) ดังนั้นที่แผ่นป้ายประจำเครื่องจึงกำหนดพิกัดกระแสเป็น 2 ค่า คือกระแสด้านปฐมภูมิและกระแสด้านทุติยภูมิ สำหรับมอเตอร์ที่ใช้งานต่อเนื่อง ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าต้องไม่ต่ำกว่า 125% ของพิกัดกระแสของแต่ละด้าน

 
ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าสำหรับวาวด์โรเตอร์มอเตอร์

6.3.6.2 มอเตอร์ที่ใช้งานไม่ต่อเนื่อง
สายต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าจำนวนร้อยละของกระแสโหลดเต็มที่ด้านทุติยภูมิของมอเตอร์ ตามตารางที่ 6-1

ประเภทการใช้งาน

ร้อยละของพิกัดกระแสบนแผ่นป้ายประจำเครื่อง

มอเตอร์พิกัด

ใช้งาน 5 นาที

มอเตอร์พิกัด

ใช้งาน 15 นาที

มอเตอร์พิกัด

ใช้งาน 30 และ 60 นาที

มอเตอร์พิกัด

ใช้งานต่อเนื่อง

ใช้งานระยะสั้น เช่นมอเตอร์หมุนปิด - เปิดวาล์ว ฯลฯ

110

120

150

-

ใช้งานเป็นระยะ เช่นมอเตอร์ลิฟต์ มอเตอร์ปิด - เปิดสะพาน ฯลฯ

85

85

90

140

ใช้งานเป็นคาบ เช่นมอเตอร์หมุนลูกกลิ้ง ฯลฯ

85

90

95

140

ใช้งานที่เปลี่ยนแปลง

110

120

150

200

ตารางที่ 6-1 ขนาดกระแสของสายสำหรับมอเตอร์ที่ใช้งานไม่ต่อเนื่อง

พิกัดของมอเตอร์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มใช้งานต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง มอเตอร์พิกัดใช้งานไม่ต่อเนื่องที่กำหนดในมาตรฐานยังแบ่งออกได้เป็นพิกัดใช้งาน 5 นาที 15 นาที 30 นาที และ 60 นาที ( มอเตอร์ที่ผลิตตามมาตรฐานอื่นที่ไม่ใช่มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาจะกำหนดพิกัดแตกต่างออกไป )

มอเตอร์ที่ใช้งานไม่ต่อเนื่อง เป็นการแยกมอเตอร์ตามการใช้งาน ไม่ใช่แยกตามพิกัดของมอเตอร์ ดังนั้นมอเตอร์ที่นำมาใช้งานจึงเป็นได้ทั้งมอเตอร์พิกัดใช้งานต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง การกำหนดขนาดกระแสของสายไฟฟ้าจึงแตกต่างกันออกไป ตามที่กำหนดในตารางที่ 6-1

6.3.6.3 มอเตอร์มีตัวต้านทานอยู่แยกจากเครื่องควบคุม
สายที่ต่อระหว่างเครื่องควบคุมและตัวต้านทาน ต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในตารางที่ 6-2

ประเภทการใช้งานของตัวต้านทาน

ขนาดกระแสของสายคิดเป็นร้อยละ

ของกระแสด้านทุติยภูมิที่โหลดเต็มที่

เริ่มเดินอย่างเบา

35

เริ่มเดินอย่างหนัก

45

เริ่มเดินอย่างหนักมาก

55

ใช้งานเป็นระยะห่างมาก

65

ใช้งานเป็นระยะห่างปานกลาง

75

ใช้งานเป็นระยะถี่

85

ใช้งานต่อเนื่องกัน

110

ตารางที่ 6-2 ขนาดสายระหว่างเครื่องควบคุมมอเตอร์ และ ตัวต้านทานในวงจรทุติยภูมิของมอเตอร์แบบวาวด์โรเตอร์

6.3.7 สายสำหรับวงจรมอเตอร์หลายตัว
สายซึ่งจ่ายกระแสให้แก่มอเตอร์มากกว่า 1 ตัว ต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าผลรวมของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์ทุกตัวบวกกับร้อยละ 25 ของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์ตัวใหญ่ที่สุดในวงจร ในกรณีที่มอเตอร์ตัวใหญ่ที่สุดมีหลายตัวให้บวกร้อยละ 25 เพียงตัวเดียว ในกรณีที่มีมอเตอร์แบบใช้งานไม่ต่อเนื่องปนอยู่ด้วย ในการหาขนาดสายให้ดำเนินการดังนี้

6.3.7.1 หาขนาดกระแสของสายสำหรับมอเตอร์แบบใช้งานไม่ต่อเนื่อง ตาม ตารางที่ 6-1
6.3.7.2 หาขนาดกระแสของสายสำหรับ มอเตอร์แบบใช้งานต่อเนื่อง โดยใช้ ค่าร้อยละ 100 ของพิกัดกระแสโหลดเต็มที่ของมอเตอร์
6.3.7.3 ตรวจค่ากระแสจากข้อ 6.3.7.1 และ 6.3.7.2 เมื่อพบว่าค่าดังกล่าวของมอเตอร์ตัวใดสูงสุดให้คูณด้วย 1.25 แล้วบวกด้วยค่าขนาดกระแสของสายสำหรับมอเตอร์ตัวอื่นที่เหลือใน ข้อ 6.3.7.1 และ 6.3.7.2 ทั้งหมด จะได้กำหนดขนาดกระแสของสายที่จ่ายไฟให้แก่มอเตอร์เหล่านั้น

วงจรที่มีมอเตอร์หลายตัว การกำหนดขนาดสายไฟฟ้าจะเผื่อ 25% เฉพาะมอเตอร์ตัวที่มีพิกัดกระแสสูงสุดเพียงตัวเดียว เนื่องจากในสภาพปกติ การใช้งานมอเตอร์จะไม่ใช้งานมอเตอร์จนเกินกำลัง การใช้งานเกินกำลังของมอเตอร์จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

ตัวอย่างการกำหนดขนาดสายไฟฟ้าสำหรับวงจรที่มีมอเตอร์หลายตัว

ต้องการหาขนาดกระแสของสายไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้มอเตอร์ใช้งานต่อเนื่องจำนวน 3 ตัว มอเตอร์ตัวที่ 1 ขนาด 50 แรงม้า กระแส 80 แอมแปร์ ตัวที่ 2 ขนาด 30 แรงม้า กระแส 50 แอมแปร์ และตัวที่ 3 ขนาด 25 แรงม้า กระแส 30 แอมปร์

วิธีทำ มอเตอรตัวใหญ่ที่สุดคือตัวที่กันกระแส 80 แอมแปร์

ขนาดกระแสของสายไฟฟ้า = (1.25 x 80) + 50 + 30 = 180 แอมแปร์

ตัวอย่างการกำหนดขนาดสายไฟฟ้า วงจรที่มีมอเตอร์ใช้งานไม่ต่อเนื่องปนอยู่ด้วย

วงจรสายป้อนมอเตอร์ 3 เฟส 380 V. ประกอบด้วย มอเตอร์

M1 ขนาด 50 แรงม้า กระแส 79 A . พิกัดใช้งาน 5 นาที ใช้สำหรับลูกกลิ้งบดแป้ง

มอเตอร์ M2 ขนาด 30 แรงม้า กระแส 49 A . พิกัดใช้งาน 5 นาที ใช้เป็นมอเตอร์ปิด - เปิดวาล์ว

มอเตอร์ M3 ขนาด 40 แรงม้า กระแส 50 A. พิกัดใช้งานต่อเนื่อง ใช้งานตามพิกัด

ต้องการหาขนาดกระแสของสายป้อน

วิธีทำ

มอเตอร์ M1 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้า ( ตารางที่ 6-1) = 0.85 x 79 = 67 A.

มอเตอร์ M2 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้า ( ตารางที่ 6-1) = 1.1 x 49 = 54 A.

มอเตอร์ M3 ใช้งานต่อเนื่อง กระแส 50 A.

ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าของสายป้อน = (1.25 x 67) + 54 + 50 = 187.75 A.

6.3.8 สายสำหรับวงจรที่จ่ายไฟให้แก่มอเตอร์ร่วมกับโหลดอื่น
ต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าที่คำนวณได้ ตามข้อ 6.3.5 หรือ 6.3.7 บวกกับกระแสความต้องการสำหรับโหลดอื่นๆ ที่กำหนดไว้

คำอธิบาย โหลดอื่น ๆ หมายถึงโหลดที่คิดค่าดีมานด์แฟกเตอร์แล้ว

6.3.9 ดีมานด์แฟกเตอร์ของสายป้อน
สายป้อนอาจมีขนาดเล็กกว่าที่คำนวณตามข้อ 6.3.5, 6.3.7 หรือ 6.3.8 ได้ ถ้ามอเตอร์ใช้งานไม่พร้อมกัน โดยสภาพของงาน การผลิตหรือเครื่องจักร

วงจรมอเตอร์สามารถใช้ค่าดีมานด์แฟกเตอร์ได้เช่นเดียวกับโหลดอื่น แต่การกำหนดดีมานด์แฟกเตอร์ของวงจรมอเตอร์จำเป็นต้องทราบลักษณะการใช้งานของมอเตอร์ และขบวนการผลิต ว่ามอเตอร์มีโอกาสใช้งานพร้อมกันหรือไม่ ผู้ออกแบบและติดตั้งจึงควรศึกษาข้อมูลการผลิตให้ชัดเจนเพื่อให้สามารถเลือกใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

  ชื่อผู้เขียน : ลือชัย ทองนิล

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand . Food ProPack & Logistics
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . ข่าว วสท. & สภาวิศวกร . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved