» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา
สร้าง FIBO มากับมือจนเป็นที่ยอมรับจากภาคอุตสาหกรรม
วันที่ : 12/2/2003   Column: แฟ้มบุคคล

          หากจะกล่าวถึงการพัฒนาระบบควบคุมอัตโนมัติและงานหุ่นยนต์ในบ้านเรา รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ถือเป็นชื่อที่คนในวงการรู้จักกันดีในฐานะของนักวิชาการที่มากด้วยประสบการณ์ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (Institute of Field Robotics : FIBO) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมุ่งสร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและวงการหุ่นยนต์ไทยมาโดยตลอด

          รศ. ดร.ชิต จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หลังจากนั้นได้รับทุน Monbusho จากรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาและทำวิจัยด้านหุ่นยนต์และกลศาสตร์แม่นยำ (Precision Mechanics) ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต พร้อมกันนี้ ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนฟุลไบร์ท (Fulbright Fellowship) และทุนวิจัยจาก National Science Foundation (NSF) ได้รับประกาศนียบัตร ด้าน Management of Technology จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาชูเซตส์ (M.I.T.) สหรัฐ อเมริกา โดยงานวิจัยที่สนใจและทำมาตลอด 15 ปี จะเน้นทางด้าน Robotic Dexterity และ Manufacturing Automation สิ่งเหล่านี้คงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า รศ. ดร.ชิต มีความมุ่งมั่นกับงานทางด้านนี้เป็นอย่างดี

เรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่น ประสบการณ์อันมีค่า

          รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เล่าให้ฟังถึงช่วงของการศึกษาในต่างแดนว่า จากการศึกษาที่ประเทศ ญี่ปุ่นสองปี ทำให้ทราบถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นทั้งทักษะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น อีกทั้ง การที่คนญี่ปุ่นมีความเป็น Homogeneous สูง ทำให้มีการทำงานเป็นทีม และทำงานที่รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้คนญี่ปุ่นจึงมี Productivity สูง ส่วนวัฒนธรรมของสังคมอเมริกาค่อนข้างจะเป็นสังคมที่เน้นความเป็นอิสระและความเป็น Creativity ขณะเดียวกันก็เป็นสังคมที่มี ความเป็น Individual หรือปัจเจกบุคคลสูงเช่นกัน

          "ที่ญี่ปุ่นอาจารย์เป็นเหมือนพ่อแม่ แต่ตอนสอบวิทยานิพนธ์เราต้องทำงานหนักมาก ซึ่งอาจารย์จะช่วยเราด้วย กับสังคมอเมริกาอาจารย์เป็นเหมือนเพื่อน แต่ช่วงสอบเป็นเหมือนศัตรูกัน เคี่ยวกับเราน่าดู เพราะเขาถือว่าเราเป็นลูกศิษย์ ต้องสร้างความมั่นใจว่า จบไปแล้วต้องนำความรู้ไปใช้งานได้จริงๆ"

ก่อตั้ง FIBO ด้วยน้ำพักน้ำแรงผสานกับความตั้งใจจริง

          หลังจากจบการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา รศ. ดร.ชิต ได้กลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปขณะนี้ คือ การเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือรู้จักกันดีในนามของ FIBO (Institute of Field Robotics Development) ซึ่งขณะนี้มีนักวิจัยอยู่ประมาณ 12 คน และมีนักศึกษาปริญญาโทและเอกประมาณ 48 คน ที่ทำงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และการผลิตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่ม Productivity ของ อุตสาหกรรมไทย

          "ตอนที่ผมเข้ามาทำงานที่ มจธ. ในช่วงต้นๆ ที่นี่มีเพียงห้อง Lab ซึ่งได้ขอทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นทุนช่วยให้กับอาจารย์หน้าใหม่ ซึ่งได้รับเงินมาในครั้งแรกประมาณสามแสนหกหมื่นบาท
          "ส่วนใหญ่ช่วงนั้นทำวิจัยได้คนละหัวข้อสองหัวข้อ ซึ่งผมนั้นผู้ใหญ่ค่อนข้างที่จะสนใจ ประกอบกับมีความตั้งใจสูงมาก จึงได้ทำงานวิจัย 10 ชิ้น แล้วนำเงินทั้งหมดมาสร้างห้อง Lab ขึ้นมา จากช่วงแรกที่มีเงินในห้อง Lab อยู่ประมาณล้านกว่าบาท ซึ่ง 100% มาจากภาครัฐ หลังจากที่เรา Operate มาแล้วประมาณ 5-6 ปี ก็ได้ทำงานกับทางภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากส่งผลให้สัดส่วนที่ได้รับจากภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 80% และภาครัฐอีก 20% แทน"

โดนวิพากษ์ : สร้างหุ่นยนต์แทนที่คนงาน

          ทั้งนี้ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม ได้จัดตั้งขึ้นระหว่างแผนพัฒนาการศึกษาฉบับที่ 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับสูงทางด้านวิชาการหุ่นยนต์ และงานวิจัยทางด้านระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม งานของทางสถาบันฯยังรวมไปถึงการให้บริการรับปรึกษาด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยน และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันหุ่นยนต์และอุปกรณ์ด้านแมคคาทรอนิกส์ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในระบบการผลิตที่ต้องควบคุมความถูกต้องแม่นยำสูงภายใต้เวลาในการทำงานที่จำกัด และอีกทั้งงานที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปถึงหรือเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติงาน เช่น การตรวจสอบโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือการทำงานบางประเภทในโรงงานอุตสาหกรรมหนัก

          "ตอนที่เราสร้างหุ่นยนต์ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เมืองไทยมีแรงงานมากมายทำไมต้องสร้างหุ่นยนต์ จะทำให้คนตกงานหรือเปล่า แต่ขณะนี้ไม่ได้ เป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิศวกรทางด้านหุ่นยนต์ขาด จึงต้องเปิดโปรแกรมการสร้างหุ่นยนต์ แต่สิ่งที่ผมมองคือ ถ้าสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาแล้วชีวิตคนงานจะดีขึ้น คนงานก็จะไปทำงานประเภทที่ใช้ความคิดมากขึ้น ขณะนี้ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการแข่งขัน"

FIBO รุกกิจกรรมหลัก 4 ประเภท

          รศ. ดร.ชิต กล่าวว่า FIBO มีกิจกรรมหลักๆ อยู่ 4 งาน ด้วยกัน คือ งานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research), งานวิจัยประยุกต์ (Applied Research), งานวิจัยด้านอุตสาหกรรม (Industry-oriented Research) และงานเพื่อสาธารณะ (Public Service) โดยที่ กลุ่มงานวิจัยพื้นฐาน เป็นกลุ่มที่ทำวิจัยเกี่ยวกับพื้นฐานองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ซึ่งกลุ่มงานวิจัยประเภทนี้จะเป็นงานวิจัยในระดับแนวหน้าและงานวิจัยระดับสูง โดยกลุ่มงานวิจัยนี้ทำงานวิจัยที่ค่อนข้างใหม่ สามารถแข่งขันกับนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลกได้ เช่น การวิจัยระบบ Haptic Interface, Intelligent Algorithm, Nonlinear Control System และ Multi-body Dynamic Analysis

          "งานวิจัยพื้นฐานจะเป็นทฤษฎีซึ่งอาจจะไม่มี Immediately Impact หรือ Immediately Imple-mentation ในอุตสาหกรรม แต่มองว่าหากในอีก5-10 ปีข้างหน้า เราไม่มีงานวิจัยประเภทวิจัยพื้นฐาน ประเทศไทยก็จะต้องเสียที่มั่นต่างๆ เราก็จะไม่เข้าใจว่าเทคโนโลยีบุกเบิกคืออะไร ที่เราทำคือ เราพยายามที่จะฝึกฝน (Train) คน สร้างกลุ่มคนที่เป็น Critical Mass ให้เข้าใจเทคโนโลยีหุ่นยนต์
          "ความตั้งใจของผม คือ ขั้นแรกผู้คนจะต้องเข้าใจเนื้อหาของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ต้องเข้าใจว่าบางครั้งเราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ 6 แกน ก็ได้ มีอยู่ 4 แกน 5 แกน ก็ทำงานได้ ถ้า Application นั้นต้องการแค่ 5 แกน เช่น เชื่อม ดังนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อถึง 6 แกน เพราะไม่ต้องหมุน ซึ่งถ้าเป็น 6 แกน ก็หมายความว่า
หุ่นยนต์สามารถย้ายชิ้นงานนี้ไปตำแหน่งไหนก็ได้ในสามทิศทาง อีกทั้ง การซื้อ 5 แกน ก็ไม่ได้ถูกกว่าแค่ 1 ใน 5 แต่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียว"

จากงานวิจัยพื้นฐาน-ประยุกต์ ต่อยอดไปสู่งานอุตสาหกรรม

          ถัดมาคือ กลุ่มงานวิจัยประยุกต์ ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่นำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้ในการลดปัญหาต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานวิจัยนั้นๆ เช่น การสร้างหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย เพื่อลดอันตรายให้กับมนุษย์และสามารถนำเอาไปใช้ในงานสำรวจได้และการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติ เช่น ระบบควบคุมแบบต่างๆ มาใช้ในงาน อุตสาหกรรม ด้าน งานวิจัยทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่มุ่งเน้นการบริการ วิจัยและพัฒนา และให้คำปรึกษาแก่งานทางด้านอุตสาหกรรม แต่เนื่องจากงานทางด้านอุตสาหกรรมของไทยนี้ยังขาดบุคลากรที่มีความชำนาญในสาขาวิชาเทคโนโลยีอัตโนมัติและสาขาวิชาการหุ่นยนต์อยู่มาก ทำให้ การพัฒนาประเทศเป็นไปได้อย่างล่าช้า

          "สำหรับงานที่ยังไม่ได้นำมาใช้งานจริงถือว่าเป็นเทคโนโลยีต้นแบบอยู่ หากว่ามีการนำไปใช้งานจริงเมื่อไรก็จะเป็นงานวิจัยอุตสาหกรรม เมื่อเปรียบเทียบเป็นจำนวนเงิน คือ งานวิจัยพื้นฐานใช้หนึ่งบาท งานประยุกต์ใช้ 10 บาท เมื่อมาอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นต้องใช้เงิน 100 บาท ถ้าสัดส่วนเป็นอย่างนี้แล้วเราเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอุตสาหกรรมเองไม่ได้ ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเป็นผู้ที่ Operate ขณะนี้ถือว่า FIBO กำลังสร้างตัว เนื่องจากการทำงานด้านอุตสาหกรรมเพื่อที่จะนำเงินจากภาคอุตสาหกรรม มาทำงานวิจัย แต่หากว่า FIBO ต้องการที่จะก้าวไปสู่สากลให้ได้นั้น FIBO จะต้องกลับมาทำ Basic Research ให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้งาน Basic Research 30% งาน Applied Research 30% และงาน Industry-oriented Research อยู่ที่ 40%"

          กลุ่มงานสุดท้าย คือ งานเพื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นงานที่มุ่งเน้นที่จะตอบแทนให้กับสังคม ซึ่ง FIBO ได้ให้ความสำคัญกับงานเพื่อสาธารณะค่อนข้างมาก งานสาธารณะยกตัวอย่างเช่น การจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป จนถึงระดับประถมและมัธยม เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยมีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถคิด ประดิษฐ์ สร้างชิ้นงานที่สามารถทำงานได้จริง ซึ่งจะเป็นการนำความรู้ที่ได้ศึกษามานำมาใช้กับงานจริงทำให้เกิดการฝึกฝนทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติ มากขึ้น อีกทั้ง งานบริการที่ทาง FIBO ได้ให้การอบรมแก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่สนใจเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

ซอยผลงานวิจัยเป็น 4 หมวดหลัก

          สำหรับผลงานวิจัยของ FIBO ที่ได้เผยแพร่ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มงานหลักๆ คือ งานทางด้าน Locomotion and Manipulation ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทาง จลศาสตร์และพลศาสตร์ของหุ่นยนต์ การออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ ระบบควบคุมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ประยุกต์ใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อเพิ่มผลผลิตในสายการผลิต และสร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้ในงานสำรวจพื้นที่ หรือลักษณะการทำงาน บางประเภท เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายของมนุษย์ กลุ่มที่ 2 คือ Intelligent System เน้นการควบคุมระบบโดยการนำทฤษฎีทางด้านระบบฉลาด เช่น เครือข่ายระบบประสาท (Neural Network) และตรรกศาสตร์ฟัซซี่ (Fuzzy Logic) มาควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้างระบบการเรียนรู้และประดิษฐ์ให้กับระบบที่ต้องควบคุม

          กลุ่มที่ 3 คือ Human-Machine Interface เป็นงานวิจัยและพัฒนารูปแบบการติดต่อสื่อสารระหว่างคนกับเครื่องจักร ซึ่งมีแนวคิดในการทำให้คนสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมชาติ โดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และระบบความจริงเสมือน (Virtual Reality : VR) เพื่อทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูล หรือควบคุมเครื่องจักรได้ด้วยประสาทสัมผัส โดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกว่าวิธีการเดิม คือ การใช้แป้นพิมพ์หรือการแสดงผลด้วยจอภาพ และ กลุ่มสุดท้าย คือ Multiple Robots and Manufacturing Technology เป็นการทำงานวิจัยร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาระบบการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยผลงานวิจัยที่ผ่านมา เช่น การปรับปรุงคุณภาพการผลิตด้วยวิธีการของซิกส์ซิกม่า (Six-sigma) ในอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และวิธีการออกแบบคอนเคอเรนจ์ (Concurrent Design) ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ไปไกลถึงระดับนาโน

          รศ. ดร.ชิต กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ถือว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์มากที่สุด โดยที่งานหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่ยังค่อนข้างเป็นงานประเภทหยิบวาง พ่นสี เชื่อม ที่ค่อนข้างจะซ้ำซ้อนและน่าเบื่อ อีกทั้งเป็นงานที่อันตรายและมีมลพิษ ทั้งๆ ที่ Application จริงๆ ในต่างประเทศ ถือว่าได้ก้าวผ่านเรื่องอันตรายและสิ่งแวดล้อมไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับ Micro ระดับ Nano Technology ซึ่งระดับ Nano Technology เปรียบเสมือนการแบ่งเส้นผมเป็นพันเท่า เนื่องจาก Robotic Technology เป็นสาขาที่รวมเรื่องของการควบคุมและการออกแบบกลไกเข้าไว้ ด้วยกัน ดังนั้น เมื่อต้องการผลิตสิ่งที่ต้องการความละเอียดสูง Robotic Technology จะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก
ในส่วนของเทคโนโลยีของไทยยังค่อนข้างเป็นเชิง Primitive อยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่เพียงแค่ขั้นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลสองประการด้วยกัน ประการแรก ประเทศไทยมีบุคลากร ที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านหุ่นยนต์มากพอสมควรประมาณ 40-50 คน และถือว่ามากกว่าประเทศสิงคโปร์ที่มีประมาณ 10 กว่าคน ส่วนของไทยมีประมาณ 40-50 คน ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดหุ่นยนต์ในเมืองไทยค่อนข้างสูง ประการต่อมา คือ ไทยไม่สามารถที่จะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหรือ Labour Intensive อีกต่อไปแล้ว เนื่องด้วยข้อบีบรัดจากตลาดล่าง เช่น จีนแดง เวียดนาม ขณะเดียวกันตลาดบน เช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไทยก็ไม่สามารถสู้ได้ ดังนั้น ก็ต้องอยู่ตรงกลางซึ่งต้องมีเทคโนโลยีเข้าช่วย จึงหนี ไม่พ้นเรื่องของ Automation และ Robotic

          "ตอนนี้การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม เป็นการกระโดดจากเรื่องของสิ่งแวดล้อม วัตถุอันตรายมาเป็นสิ่งที่เล็กมากที่กลไกอื่นทำไม่ได้ อีกทั้ง การใช้งานหุ่นยนต์ในเมืองไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยมีประชากรหุ่นยนต์อยู่ประมาณ 600-700 ตัว ซึ่งบริษัทที่ขายหุ่นยนต์ปีหนึ่งก็ขายได้ประมาณ 30-40 ตัว และจะมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น โตโยต้าก็ตั้งใจที่จะเคลื่อนย้าย Lab วิจัยมาที่เมืองไทย เป็นต้น"

เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมศึกษางานด้านหุ่นยนต์

          จากการเข้าไปทำงานให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ FIBO มีโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ยังมีมูลค่าไม่มากนัก ดังนั้น จึงได้สร้างโปรแกรมปริญญาโท ปริญญาเอกด้านหุ่นยนต์ ในลักษณะ ของการให้ภาคอุตสาหกรรมได้เข้ามาเรียนรู้เอง ถือเป็นการสร้าง ผลกระทบในเชิงกว้าง แม้ว่ารายได้ที่ได้รับจะเป็นจำนวนน้อย แต่ก็ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ โดยที่วิชาการที่ได้รับจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีการนำเอา Solution ไปขยายผลทางการพาณิชย์และอุตสาหกรรม ส่วนทางด้านนักวิจัยก็ยังคงทำงานวิจัยต่อไปตามเดิม ทั้งนี้ หากภาคเอกชนสามารถที่จะทำหุ่นยนต์ได้เองแล้ว นักวิจัยก็คงจะต้องไปทำงานวิจัยด้านอื่น

          "ขณะนี้ผมได้ช่วยลูกศิษย์ผมตั้งบริษัทหุ่นยนต์ขึ้นมาโดยที่ผมไม่ถือหุ้น ชื่อบริษัท FIBO CORB ซึ่งขณะนี้หากว่ามีบริษัทใดที่มาให้ผมทำ หุ่นยนต์ ทางนักวิจัยก็จะดูในเรื่องของงานวิจัย เราก็ทำวิจัยเป็นต้นแบบ ซึ่งเมื่อมีการผลิตจริงเราก็ส่งให้ทาง FIBO CORB ซึ่งเป็นการแสดงถึงความตั้งใจของ FIBO ว่าแม้ว่าเรากำลังที่จะทำเรื่องหุ่นยนต์ไปสู่งานวิจัยสากล แต่เราก็ไม่ทิ้งโดยการสร้างเครือข่ายของ FIBO หรือบริษัทอื่นๆ เพื่อให้เขาสามารถสร้างหุ่นยนต์เองได้"

          สำหรับงานด้านอุตสาหกรรมเด่นๆ ที่ FIBO ดำเนินการก็มีงานควบคุม, หุ่นยนต์ทำความสะอาดท่อแอร์ นอกจากนั้น FIBO ยังรับงานอุตสาหกรรม ในโครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย 100 โรงงาน โดยดูทางด้านระบบ Automation และกำลังรับงานอีกประมาณ 25 โรงงาน ในโครงการพัฒนาอุตสาหกรรม การผลิตเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน หรือ MDICP ด้านการจัดการเทคโนโลยี Auto-mation เช่นเดียวกัน และการร่วมมือกับทาง กฟภ. ทางเทคนิคในการพัฒนาเครื่องมือหัวอ่านและ Software สำหรับการอ่านข้อมูลจากมิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้าตามบ้าน เป็นต้น

ในญี่ปุ่น หุ่นยนต์กลายเป็นเพื่อนที่แสนดี

          เมื่อมองภาพความก้าวหน้าของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ รศ. ดร.ชิต คาดว่าอีกประมาณ 100 ปี จะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์ กับมนุษย์ได้

          "ที่บริษัทฮอนด้าประกาศว่าอีก 10-15 ปี จะสร้างทีมฟุตบอลแข่งกับคน โดยที่หุ่นยนต์ในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ขณะเดียวกันก็มีภาพแทรกขึ้นมาว่าหุ่นยนต์กำลังกลายเป็นเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะคนชราและคนพิการ เนื่องจากในญี่ปุ่นไม่มีผู้ดูแลคนชรา ดังนั้น จึงมีหุ่นยนต์ที่คอยดูแลและคอยเตือนภัยแทน ซึ่งคนชราก็สามารถใช้หุ่นยนต์ติดต่อกับโรงพยาบาลได้ด้วย
          "หุ่นยนต์นอกจากจะเป็นเพื่อนของมนุษย์แล้ว ยังมีความสำคัญในการเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่จะ Transfer ความชำนาญของมนุษย์ที่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดหรือเป็น Text ได้ แต่เป็นเรื่องของกรอบวิธีคิด ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ไม่สามารถจะ Codify ได้ ดังนั้น จึงต้องมี Agent หนึ่งที่ได้เรียนรู้จากเรา นั่นก็คือหุ่นยนต์ ซึ่งมีทั้งส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ระบบความจำ เราก็จะมีการส่งต่อไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็น Transit Technology ไว้เป็นร้อยๆ พันๆ ปี ซึ่งจะทำให้องค์ความรู้ของโลกไปสู่อนุชนรุ่นหลังได้"

มองภาพอนาคต FIBO อีกสองปีข้างหน้า

          รศ. ดร.ชิต ยังฉายภาพของ FIBO ในอีกสองปีข้างหน้าว่า ในปี พ.ศ. 2547-2548 FIBO จะ เน้นงานวิจัยพื้นฐานให้มีอัตราส่วนผลงานตีพิมพ์ ในวารสารชั้นนำต่อนักวิจัย ไม่ต่ำกว่าดรรชนีของ มหาวิทยาลัย Top Ten หรือ 4 ชิ้น/ท่าน/ปี ซึ่งหัวข้องานวิจัย คือ Humanoid/Intelligent Robotics, Nano Robotics, Medical Robots, Manufacturing Automation ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลัก 13 ประเภทของไทย และ Servicing Robots พร้อมทั้งหารือกับรัฐบาลในการสร้างกลไกทุนวิจัย (Funding Mechanism) แก่ FIBO เพื่อให้สามารถโฟกัสงานวิจัยได้อย่างเต็มที่จน FIBO เป็นผู้นำทางด้าน Robotics & Automation อย่างแท้จริง

          ขณะเดียวกันก็ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนรวมทั้งเครือข่ายศิษย์เก่าที่ได้ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานภาครัฐ สร้างผลกระทบ ของเทคโนโลยีหุ่นยนต์อันเป็นผลลัพธ์จากงานวิจัยข้างต้น ยกระดับความสามารถเชิงการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในด้านรับดัดแปลง และสร้างเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ดังนั้น การบริหารจัดการของ FIBO ต่อจากนี้ไปจำเป็นต้องกระทำแบบ Concurrent Horizontal Organization เพื่อให้สามารถติดตามส่วนสำคัญ (Capture) และนำการเปลี่ยนแปลง (Dynamical Changes) ได้ คือ มีการแบ่งส่วนการจัดการ เน้นการวิจัย, งานภาค อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ สาขาบริหารความสามารถทางการ แข่งขันเชิงอุตสาหกรรม

          "ผมได้ตัดสินใจ Step Down ลงจากฐานะผู้อำนวยการ FIBO เป็นเพียงนักวิจัยในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 เปรียบเสมือนเป็นการขับรถแล้วเป็นเกียร์หนึ่งคือ วิ่งช้าแต่พลังสูง ซึ่งถึงเวลาที่ผมจะต้อง Step Down แล้วคนรุ่นใหม่จะได้เข้าเกียร์สองเกียร์สามต่อไปได้ เนื่องจาก FIBO ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 แต่เริ่มดำเนินการจริงช่วงที่กลับมาจากอเมริกา ในปี พ.ศ. 2538 แล้วผมก็ทำงานมา 7 ปี ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องปลดระวางตัวเอง คนรุ่นใหม่จะได้เข้าไปสู่ในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตอนนี้หน้าที่ผมคือ จะทำอย่างไรที่จะเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและยานพาหนะที่มีความแข็งแรงไว้ เวลาที่รุ่นใหม่เข้าไปจะได้บุกได้อย่างเต็มที่"

FIBO สร้างผู้นำทางหุ่นยนต์

          รศ. ดร.ชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมไม่เคยบอกว่า FIBO ต้องทำเงิน เม็ดเงินเท่าไร และผมไม่ต้องการให้สาธารณะมองว่า FIBO สร้างหุ่นยนต์ แต่ FIBO สร้างคน เราสร้างผู้นำทางด้านหุ่นยนต์ และแน่นอนว่าหากเขาเป็นผู้นำก็คงที่จะหนีกระบวนการสร้างหุ่นยนต์ ไปไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีโครงการเกี่ยวกับหุ่นยนต์มากมาย แต่ผมก็ไม่ได้ไปยึดติดในเรื่องของหุ่นยนต์ แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งเจ้าหน้าที่ อาจารย์ นักศึกษา หรือผู้ที่ได้เข้ามาสัมผัสกับ FIBO เมื่อเข้าใจเนื้อหาเทคโนโลยีแล้ว ท้ายที่สุดเขาสามารถที่จะไปกำหนด ทิศทางการพัฒนาหรือการทำงานของหุ่นยนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อไปได้นั่นเอง"

          ผลงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ผสานกับความ มุ่งมั่นในการทำงานที่ รศ. ดร.ชิตได้อุทิศให้กับ FIBO และการพัฒนาวงการหุ่นยนต์ไทย เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสาธารณะล่าสุด ทางคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ได้พิจารณาแล้วว่า สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนามมีผลงานวิจัยดีเด่นและหลากหลาย โดยมี ผลงานวิจัยที่สามารถแก้ปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่าง เป็นรูปธรรมหลายเรื่อง จึงได้มอบรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี พ.ศ. 2546 ให้ ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง แต่ทั้งนี้ รศ. ดร.ชิตก็ยังไม่หยุดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และจะยังคงนำ FIBO ก้าวสู่ความสำเร็จต่อไป


ที่มา : Engineering Today ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546

  Back |   Top



Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved