» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

ฟื้นภาษาชอง...สะท้อนการดำรงอยู่ของคนชอง
วันที่ : 2/17/2005   Column: สิ่งประดิษฐ์/งานวิจัย

เอ่ยนาม "เฉิน ผันผาย" แน่นอนคงไม่มีคนรู้จัก แต่ชาวบ้านธรรมดาซึ่งเป็นอดีตกำนันคนนี้ คือผู้ริเริ่มปลุกจิตสำนึกของผู้คนที่มีเชื้อสาย "ชอง" ในตำบลตะเคียนทอง ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชกูฎ จังหวัดจันทบุรี ให้หันมาตระหนักและร่วมกันรื้อฟื้นภาษาอันทรงคุณค่าและกำลังมีลมหายใจที่รวยรินให้กลับคืนชีวิตอีกครั้ง " ทำไมคนข้างนอกมาสนใจภาษาของเรา แสดงว่ามันต้องมีอะไรดี...มันต้องมีค่ามาก ภาษาเราต้องมีค่า...ก็เริ่มคิดตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา ตอนนั้นก็คิดว่าภาษาที่เราก็กำลังใช้ ๆ กันอยู่อาจจะหายไป มันก็เริ่มมืดมน และคิดว่าเราจะมีปัญญาอะไรไปรื้อฟื้นภาษาชองกลับมา..."

" คนข้างนอก" ที่กำนันเฉินกล่าวถึงนั้นคือ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ "จุดคบเพลิง" แห่งความมุ่งมั่นให้แก่กำนันเฉินชายร่างเล็กผิวคล้ำกร้านแดด เมื่อคบเพลิงแห่งความมุ่งมั่นถูกจุดขึ้น กำนันเฉินเริ่มเอาความคิดของตนเองออกขายแก่ผู้คนในชุมชน เขาพูดเสมอ ๆ ว่านี่ไม่ใช่การฝัน และการโหยหาอดีตที่ไม่รู่ว่าจะนำมันกลับมาในช่วงอายุของตนเองหรือไม่ แต่เขายืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ "ความเป็นชอง" กลับมามากที่สุดโดยเฉพาะเรื่องของภาษา เพราะภาษาชองที่พวกเขาใช้สื่อสารกันในสังคมเล็ก ๆ นั้นเป็นภาษาพื้นเมืองที่กำลังจะสูญหายไปจากเมืองจันทน์...และแม้ว่าจะมีชาวบ้านเชื้อชาติชองจะใช้ภาษาดั้งเดิมกันเป็นการภายในแต่ก็ตาม แต่เขาเชื่อว่า ถ้าไม่ทำอะไรสัก อย่าง "มรดกทางภาษา" ที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาให้อาจสูญหายไปในที่สุด

เหตุผลแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กำนันเฉิน ผันผาย รวบรวมผู้คน เข้ามาร่วมกันทำวิจัยโครงการ "การอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาชอง ตำบล ตะเคียนทอง ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชกูฎ จังหวัดจันทบุรี" โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค เพื่อให้คนในชุมชนกลับมาพูดคุยด้วยภาษาชอง อีกครั้ง ก่อนที่จะเลือนหายไปตามกาลเวลา

" บอกตามตรงช่วงแรก ๆ ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรหารือกับทีม พี่เลี้ยงคือศูนย์ประสานงานจังหวัดจันทบุรีก็แนะนำให้ลองใช้ ประวัติศาสตร์ในการรวมคน ผมก็ลองใช้ประวัติศาสตร์ของคนชองมาเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านเห็นว่า คนชองนั้นมีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์อย่างไร" กำนันเฉินเล่าถึงปัญหา ก่อนที่ทีมพี่เลี้ยงจะเข้าไปช่วยชี้แนะในบางประเด็น

เมื่อชาวบ้านได้ทราบความเป็นมา และรับรู้ว่าบรรพบุรุษของตนเองคือกลุ่มคนที่มีส่วนในการสร้างบ้านแปงเมืองจันทบุรีแห่งนี้แล้วนั่น คุณค่าของชาวชองที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์นั่นเองที่ทำให้ความตื่นตัวในการที่จะ " ฟื้น" ภาษาท้องถิ่นของชุมชนก็เริ่มมีมากขึ้น และเมื่อชาวบ้านให้ความร่วมมือมากขึ้น ทีมวิจัยที่นำโดยอดีตกำนันจึงแบ่งกลุ่มออกสำรวจหาผู้รู้ภาษาชองในพื้นที่ตำบลตะเคียนทองและตำบลคลองพลู พร้อมทั้งตรวจสอบความสามารถการใช้ภาษาชองในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน " เราพบว่าเมื่อก่อนเด็กแถวนี้พูดชองหมด แต่เมื่อทางราชการออกกฎหมายเกี่ยวกับระบบการเรียนภาษา ครูจึงบังคับเด็กไม้ให้พูด...ใครพูดก็ตี เพราะจะทำให้เรียนภาษาไทย และพูดภาษาไทยไม่ชัด...นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาษาชองของเราลดถอยลง และทำให้เด็กไม่สนใจภาษาท้องถิ่นของตัวเอง..." กำนันเฉินอธิบายถึงสาเหตุบางประการที่ทำให้ภาษาชองหายไปจากชุมชนเร็วขึ้น และเมื่อบวกรวมกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ต้องเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ภาษาชองเลือนหายไป... "โดยเฉพาะตั้งแต่เปลี่ยนหลักสูตร โดยให้ลดการสอนวิชาศีลธรรม และวิชาหน้าที่พลเมืองลง ทำให้ปัญหาเรื่องการใช้ภาษาถิ่นลดตามลงไปด้วย เพราะทั้งสองวิชาที่ถูกตัดออกนั้น

เป็นวิชาที่ทำให้เด็กรู้ว่าท้องถิ่นของตนเองมีอะไรบ้าง และเมื่อตัดหลักสูตรนี้ออกเด็กก็เริ่มพูดภาษากลางมากขึ้น ชาวบ้านก็หันมาพูดภาษากลางตามลูก" เมื่อค้นพบปัญหา รวบรวมได้ทั้งคน , องค์ความรู้ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวชอง ทีมวิจัยชาวบ้านซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาชอง ลงความเห็นว่าควรจะทดลองจัดทำเป็นหลักสูตรเพื่อใช้สอนเด็ก ๆ เพราะหากเด็กอ่านภาษาชองได้แล้วก็น่าจะสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ต่อไปด้วยเช่นกัน "เป็นความคาดหวังขั้นต้นที่จะให้เด็ก เยาวชนในหมู่บ้านมารถพูดภาษาชองได้ แต่ทั้งนี้การที่จะทำให้เด็กพูดชองได้ มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่นควรจะมีการบรรจุหลักสูตรภาษาชองไว้ในโรงเรียน โดยมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนในห้องเรียน จากนั้นก็พุ่งเป้าไปที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน" หัวหน้าทีมวิจัยอธิบาย

กิจกรรมนอกห้องเรียนของกำนันเฉินคือการร่วมกับผู้สูงอายุในชุมชนฟื้นฟูวัฒนธรมดั้งเดิมของชองให้กลับมา เอาเด็ก ๆ มาร่วมเรียนรู้กับผู้ใหญ่ ศึกษาให้ครบว่าในรอบ 1 ปี ชาวชองมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมด้านไหนบ้าง และงานของกำนันเฉินที่ร่วมกันทำกับชาวบ้าน มิได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลักดันให้โรงเรียนจัดทำเป็นหลักสูตรในโรงเรียน ชาวบ้านยังได้ร่วมกันก่อตั้ง "ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวชอง" ขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมของชาวชอง อันเป็นความคาดหวังประการหนึ่งว่า ชาวชองจะลุกขึ้นมาดูแลภาษาและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของตนเอง ผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้กำนันเฉินคิดต่อ...นั่นคือการมี "ตัวหนังสือ" หรือพยัญชนะที่เป็นภาษาชองสำหรับใช้เขียนเพราะทุกวันนี้ ภาษาชอง ถูกเขียนทับศัพท์ด้วยภาษาไทย " คนชองเราบางเคยบ่นว่าเราเป็นชองน่าจะมีตัวหนังสือที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง ให้เด็ก และผู้ที่สนใจได้มีตัวหนังสือเรียน มีตัวหนังสือถ่ายทอด ภาษาจะได้ไม่สูญ

ตอนนี้ผมก็กำลังคิดค้นตัวหนังสือชองอยู่พอดีไปเจออาจารย์ท่านหนึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์ ท่านก็แนะนำว่า ไม่ควรมีตัวสระอยู่ข้างล่างและข้างบน ออกแบบให้เป็นแนวเดียวแบบภาษาอังกฤษ เพราะพื้นฐานภาษามันง่าย ... ภาษาชองก็เลยมีฐานร่วมกันระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ...โดยภาษาไทยนั้นจะยึดจากบางส่วน เช่น ก.ไก่ ก็เอามาครึ่งตัว และถ้าลบบางส่วนออกก็จะเป็น ก.ไก่ อย่างตัว ระ...ในภาษาชอง ถ้าลบบางส่วนทิ้งไปก็จะเป็นตัว ร.เรือของภาษาไทย ตัวหนังสือใช้พื้นฐานจากภาษาไทย และการสะกดคำ จะใช้หลักในภาษาอังกฤษมาใช้ ซึ่งจะไม่มีวรรณยุกต์ข้างล่าง และข้างบน" และกำนันเฉินยังกล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า เมื่อเขาสามารถคิด ประดิษฐ์ตัวหนังสือ หรือพยัญชนะที่เป็นภาษาชองออกมาจนครบและประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับของชุมชน ก็จะนำเอาไปสอนแก่คนรุ่นแรกซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ในหมู่บ้านที่พอจะมีเวลาและให้ความสนในประมาณ 10 คน

" ทาง อบต.อยากให้ผมไปสอน...ในเบื้องต้นอาจจะรวมกลุ่มผู้สนใจรุ่นแรก ๆ ซัก 10 คนก็น่าจะพอ หัดเขียน หัดเรียนให้เก่ง แล้วเขียนจดหมายหากัน อาจจะแต่งเป็นเพลง ทดลองสื่อการกันด้วยภาษาเขียน...แต่ตอนนี้ยังไม่คิดลงมาถึงเด็ก ๆ สอนพวกโต ๆ ก่อน ถ้าพวกผู้ใหญ่สนใจ อ่านเข้าใจง่ายเหมือนหนังสือไทย เด็ก ๆ ก็ต้องอยากเรียน เราก็จะให้กลุ่มผู้ใหญ่รุ่นแรกลงมาเป็นแนวร่วมในการสอนหนังสือให้แก่เด็ก ๆ " จะไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้กำนันเฉินทุ่มเทเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตหมดไปกับการรื้อฟื้นภาษาที่หลายๆ คนมองว่าไร้คุณค่า และกำลังจะหายไปจากเมืองจันทบุรี แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในตัวกำนันเฉิน และเขาได้ถ่ายทอดออกมาทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาสไปอวดผลงานของเขาในเวทีวิชาการทั้งเล็กและใหญ่ นั่นคือ ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ การเห็นคุณค่า และความภาคภูมิใจที่ตัวเองเกิดมาในหมู่ของชนชาติชอง "ผมรักบรรพบุรุษ รักมาก รักเสียงของปู่ย่าตายายให้กับพวกเรามา ผมจะทำเพื่อตอบแทนบรรพบุรุษโดยให้ภาษาคงอยู่ต่อไป...จะรื้อฟื้นคำพังเพย คติเตือนใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ให้คืนกลับมาให้มากที่สุด เราต้องทำไว้...ก่อนที่มันจะไม่เหลืออะไรที่เป็นของเรา...เป็นของชอง"

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :

- “วิจัยปี 48 ” ความท้าทายของ สกว.




  Back |   Top



Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved