» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

วิศวกรอาเซียนและวิศวกรเอเปค : ไทยจะก้าวไปอย่างไร
TNN : Technologymedia News 1/3/2014





ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ศาสตราจารย์กิตติคุณ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และอดีตกรรมการสภาวิศวกร 2 สมัย

                เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าหมู่ประเทศอาเซียนจะต้องเปิดประตูการค้าและบริการให้แก่กันและกันตามข้อตกลงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า  อาชีพวิศวกรรมก็เป็นงานบริการส่วนหนึ่งที่แต่ละประเทศต้องเปิดให้ส่งวิศวกรชาติหนึ่งเข้าไปทำงานในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างเสรีกว่าเดิม  ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งไม่ว่าจะไปในทางบวกหรือลบก็ตาม
วิศวกร APEC กับ ACPE

                ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดเราต้องทำความรู้จักกับคำศัพท์ก่อนสองคำ นั่นคือ APEC และ ACPE สำหรับ APEC หรือ Asia-Pacific Economic Cooperation นั้นเป็นความพยายามที่จะให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก  ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการอนุญาตให้วิศวกรในประเทศภาคีหนึ่งเข้าไปทำงานวิศวกรรมในอีกประเทศภาคีได้ วิศวกรประเภทนี้เราเรียกว่า‘วิศวกรเอเปค’ ซึ่งปัจจุบันได้มีการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการไว้แล้วที่สภาวิศวกรจำนวนหลายร้อยคน พร้อมที่จะออกไปปฏิบัติงานได้  ทั้งนี้โดยสภาวิศวกรเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่คัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนที่จะให้ใบอนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรเอเปค

                ปัญหาคือ ความพยายามในการดำเนินงานให้เกิดความร่วมมือของ APEC นี้ยังเป็นแค่ความพยายาม  ยังไปไม่ถึงขั้นการลงนามข้อตกลงผูกพันระหว่างกันและกัน วิศวกรเอเปคที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วจึงเป็นวิศวกรเอเปคแต่เพียงในนาม(ซึ่งอาจฟังดูโก้)  แต่ยังไม่สามารถออกไปปฏิบัติงานข้ามประเทศได้จริง ระบบวิศวกรเอเปคจึงไม่มีผลใดๆ ต่อประเทศภาคีใดๆ ในภาวะปัจจุบัน

                วิศวกรข้ามชาติอีกประเภทหนึ่งเป็นกรณีส่งวิศวกรต่างด้าวเข้าไปทำงานเฉพาะในประเทศในหมู่อาเซียนด้วยกันตามข้อตกลงของ AEC  วิศวกรประเภทนี้เราเรียกว่า ACPE ซึ่งย่อมาจาก Asean Chartered Professional Engineer หรือ‘วิศวกรวิชาชีพตามกฎบัตรอาเซียน’  หรือเรียกกันสั้นๆว่า‘วิศวกรอาเซียน’ วิศวกรประเภทหลังนี้สามารถเดินทางไปประกอบวิชาชีพวิศวกรรมได้อย่างเป็นทางการในหมู่ภาคีประเทศอาเซียน  เพราะได้มีการลงนามในข้อตกลงกันแล้วอย่างเป็นทางการ   สำหรับประเทศไทยได้มีการลงนามตั้งแต่สมัย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ACPE

                ACPE หรือวิศวกรอาเซียนสามารถเดินทางเข้าไปทำงานวิศวกรรมในประเทศภาคีได้  กล่าวคือ วิศวกรไทยไปมาเลเซียได้  วิศวกรมาเลเซียไปบรูไนได้  วิศวกรบรูไนไปอินโดนีเซียได้  วิศวกรอินโดนีเซียไปพม่าได้   ดังนั้นวิศวกรพม่าและเขมรก็ต้องมาทำงานวิชาชีพทางวิศวกรรมในประเทศไทยได้เช่นกัน  คือมีทั้งการส่งออกและนำเข้างานบริการทางวิศวกรรมของทุกประเทศภาคี

                แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิศวกรต่างด้าวเหล่านี้มีความรู้และประสบการณ์มากพอ  หากเป็นวิศวกรจากเขมรหรือลาวมาทำงานในไทยเราจะเชื่อในความสามารถของเขาได้หรือไม่อย่างไร และหากเป็นวิศวกรมาเลเซียหรือสิงคโปร์ความเชื่อใจนั้นจะมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไรหรือไม่

                เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าวิศวกรต่างชาติที่จะมาทำงานในประเทศเรานั้นมีความสามารถมากพอหรือไม่  ซึ่งต่างประเทศเขาก็ต้องคิดเช่นนั้นกับวิศวกรไทยเช่นกัน ประเทศภาคีอาเซียนจึงได้จัดให้มีการเตรียมการแบบยอมรับซึ่งกันและกัน  ในรูปแบบที่เรียกว่า Mutual Recognition Arrangement หรือ MRA  (โปรดสังเกตว่าไม่ใช่‘ข้อตกลง’หรือ Agreement ที่ฝ่ายทางการไทยยังแปลและนำมาใช้อย่างผิดๆ อยู่) โดยให้แต่ละประเทศภาคีจัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของวิศวกรของตัวเองว่าใช้การได้ดีก่อนส่งออกนอกประเทศ เพื่อที่จะไปขออนุมัติขึ้นทะเบียนเป็นทางการอีกครั้งจากคณะกรรมการ ACPE ร่วมของทุกประเทศ(เรียกว่า ACPECC หรือ ACPE Coordinating Committee)  โดยคาดหวังว่าต่างคนต่างจะทำหน้าที่เข้มงวดในการคัดกรอง  ไม่ปล่อยให้วิศวกรที่ด้อยคุณภาพสามารถขึ้นทะเบียนวิศวกรอาเซียนได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นระบบทั้งหมดก็จะพังทลายสิ้นทันที

                สำหรับประเทศไทย  สภาวิศวกรซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลการปฏิบัติวิชาชีพของวิศวกรทุกคนในประเทศ  เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ทำหน้าที่คัดกรองนี้  ทั้งนี้  มีข้อสังเกตอันเป็นที่น่าแปลกใจว่าประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนวิศวกรเอเปค (ซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ) อยู่หลายร้อยคน  แต่กลับยังไม่มีการขึ้นทะเบียนวิศวกรอาเซียนแม้แต่คนเดียวทั้งๆ ที่ขณะนี้มีข้อผูกพันกันและกันตามข้อตกลง AEC แล้ว  ในขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีการขึ้นทะเบียนวิศวกรอาเซียนแล้วหลายร้อยคนในแต่ละประเทศ  เรียกว่าพร้อมบุกไทยแล้วหากกฎระเบียบอื่นๆ ในไทยเรียบร้อย  ซึ่งจากข้อตกลง AEC  ทุกประเทศมีภารกิจที่ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้ส่งวิศวกรข้ามประเทศ (คือเข้ามาในไทยด้วย) ให้ได้เร็วที่สุด  ปัจจุบันสภาวิศวกรได้จัดทำร่างระเบียบว่าด้วยการออกใบอนุญาตวิศวกรอาเซียนของไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว  คาดว่าจะขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตวิศวกรอาเซียนของไทยได้เรือนพันภายในครึ่งปีหน้า  เพื่อเตรียมพร้อมส่งวิศวกรไทยออกไปบุกไปในประเทศภาคีอาเซียนเช่นกัน

จำนวนวิศวกรวิชาชีพอาเซียนที่ได้รับการรับรองจาก ACPECC แล้ว ในประเทศต่างๆ ณ พ.ย. 2556

ประเทศสมาชิก

รวมจำนวนที่จดทะเบียน

 Singapore

204

Malaysia

180

Indonesia

113

Vietnam

84

Myanmar

30

Thailand

0

Total

611

พาสปอร์ตกับวีซ่าในบริบทวิศวกรต่างด้าว

                ในการเดินทางไปต่างประเทศ  ทุกคนต้องมีหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดกรองคนของตัวเอง (หรือคนไทยในกรณีของประเทศไทย)ว่ามีคุณสมบัติดีพอที่เมื่อไปยังประเทศคนอื่นแล้ว จะไม่ไปทำให้ประเทศอื่นนั้นเสียหายไม่ว่าเรื่องใดๆ  พูดง่ายๆ คือกระทรวงการต่างประเทศแต่ละประเทศมีหน้าที่การันตีคนของประเทศตนเองนั่นเอง

                ใบขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตเป็นวิศวกรอาเซียนก็เปรียบเสมือนเป็นพาสปอร์ตพิเศษอีกใบสำหรับวิศวกรที่ต้องการเดินทางไปทำงานวิชาชีพในต่างประเทศ  และสภาวิศวกร(ไทย) ทำหน้าที่เสมือนเป็นกระทรวงการต่างประเทศ (ของไทย)    ดังนั้นหากวิศวกรไทยต้องการไปทำงานต่างประเทศก็จำต้องมีพาสปอร์ตปกติหนึ่งเล่มและพาสปอร์ตพิเศษ (ใบอนุญาตวิศวกรอาเซียน) อีกหนึ่งเล่ม  จึงจะเดินทางได้

                แต่การมีพาสปอร์ตแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าประเทศอื่นได้โดยอัตโนมัติถ้าเขาไม่ให้เข้า หลักปฏิบัติทั่วไปคือประเทศเจ้าของบ้านจะขอตรวจดูเอกสารอีกครั้ง รวมทั้งฐานะทางการเงินและอื่นๆ ของแต่ละคนก่อนที่จะตัดสินว่าจะยินยอมให้เข้าประเทศหรือไม่  ซึ่งเอกสารนี้ก็คือวีซ่านั่นเอง

                ในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมอาเซียนก็เช่นกัน  นอกจากจะมีใบอนุญาตวิศวกรอาเซียนแล้ว วิศวกรแต่ละคนยังจำต้องมีวีซ่าพิเศษอีกฉบับออกโดยประเทศเจ้าของบ้าน (Host Country)ที่เราจะเข้าไปทำงาน เช่น ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์  จึงจะเข้าไปปฏิบัติวิชาชีพวิศวกรรมในประเทศเจ้าของบ้านนั้นๆ ได้ วีซ่าพิเศษนี้เรียกว่า RFPEหรือ Registered Foreign Professional Engineer  หรือ ‘วิศวกรวิชาชีพต่างด้าวขึ้นทะเบียน’  ซึ่งสภาวิศวกร (ไทย) อีกเช่นกันที่จะเป็นหน่วยงานออกวีซ่าพิเศษหรือ RFPE ให้กับวิศวกรต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในไทย  หากวิศวกรผู้หนึ่งต้องการไปทำงานในหลายประเทศก็ต้องขอเป็น RFPE ในประเทศนั้นๆ ทุกประเทศโดยใช้ใบอนุญาตวิศวกรอาเซียน ACPE ของตนเพียงใบเดียว

                เมื่อมีเอกสารทั้งหมดสองชิ้นนี้แล้ว  วิศวกรหรือบริษัท‘ท้องถิ่น’ที่เราจะไปทำงานด้วยจึงจะสามารถเดินเรื่องไปที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ (หากต้องการไปเปิดบริษัทและทำธุรกิจที่ประเทศนั้นๆ)ต่อไป
สรุปคือ  วิศวกรอาเซียนหากประสงค์จะไปทำงานในประเทศภาคีอาเซียน  ต้องมีเอกสาร 4 ชิ้น คือ หนังสือเดินทาง (ปกติ)  ใบอนุญาตวิศวกรอาเซียน(รับรองโดยประเทศต้นทาง และออกโดยกรรมการประสานงาน ACPECC)  วีซ่าปกติ (ยกเว้นบางประเทศที่ยอมให้เข้าได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า)  และวีซ่าพิเศษหรือใบอนุญาต RFPE (ซึ่งต้องขอและได้รับจากประเทศปลายทางก่อนเดินทางไปปฏิบัติงานวิชาชีพวิศวกรรมในประเทศปลายทางนั้นๆ)

ความรับผิดชอบของวิศวกรต่างด้าว RFPE

                ตามกฎหมายแล้วไม่ว่าในประเทศใด  วิศวกรวิชาชีพเมื่อออกแบบและลงนามในแบบแปลน  ถือได้ว่าวิศวกรผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบเต็มตัว(ที่บางคนกล่าวว่าขาข้างหนึ่งไปอยู่ในตะรางแล้ว)  เช่น  หากมีการก่อสร้างและตึกพัง มีผู้เสียชีวิตหรือทรัพย์สินเสียหาย  วิศวกรผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับแพทย์ที่เมื่อรักษาคนไข้และคนไข้เสียชีวิต แพทย์ผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน ซึ่งหากจะไม่ต้องรับโทษก็ต้องมีการพิสูจน์ว่ามิใช่เป็นความผิดของตน
หากวิศวกรหรือแพทย์ผู้นั้นเป็นวิศวกรไทยหรือนายแพทย์ไทย ที่ปฏิบัติงานและมีที่พักเป็นหลักแหล่งอยู่ในไทย การติดตามตัวมาให้รับผิดชอบก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก แต่หากเป็นวิศวกรต่างด้าว RFPE ที่สามารถกลับไปประเทศของตนเมื่อไรก็ได้  ในกรณีเช่นนี้เราจะติดตามตัวมาให้แสดงความรับผิดชอบได้อย่างไร

                ทุกประเทศที่ลงนามในข้อตกลงอนุญาตให้นำเข้าวิศวกรต่างด้าวมาทำงานในประเทศตน ต่างเห็นปัญหานี้  จึงได้ร่วมกันกำหนดให้วิศวกรต่างด้าว RFPE ไม่สามารถปฏิบัติวิชาชีพเป็นอิสระได้ด้วยตนเอง แต่จะต้องให้วิศวกรท้องถิ่นหรือวิศวกรของประเทศเจ้าบ้าน (Host) เป็นผู้รับรองเสียก่อน วิศวกรอาเซียนที่มีใบอนุญาต ACPE ผู้นั้นจึงจะสามารถไปขอขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรต่างด้าว RFPE ได้  แต่ทั้งนี้วิศวกรต่างด้าว RFPE ไม่สามารถลงนามเป็นผู้รับผิดชอบในแบบแปลนที่ต้องยื่นอย่างเป็นทางการต่อทางการได้ ด้วยอุปสรรคและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาในภายหลังได้ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น  รวมทั้งจะต้องทำงานแบบมีวิศวกรท้องถิ่นร่วมทำงานประกบอยู่ด้วยเสมอ

ปัญหาที่ตามมา

                ณ ตรงนี้มีข้อสังเกตอยู่ 4 ข้อ คือ
                1) วิศวกรผู้หนึ่ง สมมุติว่าเป็นวิศวกรไทย (ACPE) จะไม่สามารถเดินทางไปทำงานเป็นวิศวกรต่างด้าว RFPE ในประเทศกลุ่มอาเซียนได้เลย  หากไม่รู้จักวิศวกรท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ มาก่อน  และวิศวกรไทยปกติธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศจะไปมีโอกาสรู้จักวิศวกรต่างชาติได้อย่างไร  โอกาสที่เปิดสำหรับการไปทำงานในต่างประเทศจึงตกอยู่กับวิศวกรเพียงไม่กี่ร้อยคนที่ทำงานอยู่แล้วกับบริษัทไทย  ทั้งบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาและบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ได้ไปทำงานในต่างประเทศมาก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่จำนวนวิศวกรไทยในประเทศมีทั้งสิ้นเกือบ 150,000 คน ความเท่าเทียมในโอกาสได้ประโยชน์จากข้อตกลง AEC นี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงกันต่อไปว่าจะทำเช่นไร

                2) หากมองในอีกมุมหนึ่งคือมุมกลับกัน  แทนที่จะมองในรูปการส่งออกวิศวกรไทยไปต่างประเทศ  วิศวกรต่างชาติก็จะสามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ตามข้อผูกมัดในข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามไว้แล้วเช่นกัน   และด้วยภาษาอังกฤษของวิศวกรไทยที่อ่อนด้อยกว่าวิศวกรจากอีกหลายประเทศ วิศวกรไทยก็จะมีโอกาสถูกแย่งงานไปได้มากหากเปิดเสรีกันจริงๆ  ประเด็นที่มีปัญหาตามมาอีกมากมายนี้  ใครจะเป็นผู้ดูแล  

                3) เมื่อวิศวกรต่างด้าว RFPE จากต่างประเทศเข้ามาไทย วิศวกรผู้นั้นย่อมมีสิทธิพาครอบครัวและผู้ติดตามตามมาพักอาศัย รวมไปถึงแม้กระทั่งการมีบุตรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนย่อมมีสิทธิที่จะขอเป็นคนไทย มีสัญชาติไทย  ปัญหาสังคมแบบนี้เราคิดรองรับกันไว้แล้วหรือยัง  และควรเป็นหน้าที่ของใคร  กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงแรงงาน   หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า อาจมีการขยายจากอาเซียน 10 ประเทศ เป็นอาเซียน + 3 และอาเซียน+ 6 ซึ่งอาจหมายรวมถึงบางประเทศที่ผู้คนในประเทศนั้นอยากมาทำงานในเมืองไทย ในขณะที่วิศวกรไทยไม่ค่อยอยากไปประเทศนั้น  นั่นหมายความว่า การถ่ายเทบุคลากรและครอบครัวของเขา จะเป็นในลักษณะถ่ายและเทไปด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้านหนึ่ง  มากกว่าจะเป็นการถ่ายเทแบบได้ดุล

                4)  หากวิศวกรต่างด้าว RFPE ไม่สามารถลงนามเป็นผู้รับผิดชอบงานวิชาชีพวิศวกรรมได้ในการทำงานในต่างประเทศ  แต่ต้องให้วิศวกรท้องถิ่นเป็นผู้ลงนามรับผิดชอบแบบเต็มๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ววิศวกรต่างด้าวจะเป็นวิศวกรวิชาชีพ (ในความหมายที่ต้องรับผิดชอบในงานวิชาชีพของตน)ไม่ได้เลย  และจะมีประโยชน์อันใดที่จะนำเข้าวิศวกรต่างด้าว RFPE มาไทย หรือส่งวิศวกรไทยไปต่างประเทศ  ยกเว้นเอามาเป็นลูกมือนั่งคำนวณออกแบบ  แต่ไม่ต้องลงนามและรับผิดชอบใดๆ  ซึ่งหากได้วิศวกรต่างด้าวที่มาจากชาติที่มีค่าครองชีพไม่สูง อัตราเงินเดือนไม่มาก  เขาก็จะมาแย่งอาชีพวิศวกรไทย  อันจะทำให้เกิดปัญหาสังคมอีกรูปแบบหนึ่งตามมา และก็เช่นกัน ปัญหานี้มีคนคิดและหามาตรการรองรับแล้วหรือยัง

อุปสรรคที่พอมองเห็น

                หากมองในมุมส่งออกวิศวกรไทยไปทำงานในต่างประเทศ วิศวกรไทยผู้นั้นเมื่อได้ใบอนุญาตเป็นวิศวกรต่างด้าว RFPE ในประเทศนั้นๆ แล้ว วิศวกรไทยยังมีอุปสรรคที่พอมองเห็นอยู่อีก 3 ประการ  คือ

                1) หากวิศวกรท้องถิ่นเป็นคนขี้ฉ้อ หรือเป็นวิศวกรที่ไม่เก่งจริง  วิศวกรท้องถิ่นผู้นั้นอาจโดนถอนใบอนุญาต ซึ่งนั่นก็หมายความว่าวิศวกรไทยผู้ซึ่งเป็นวิศวกรต่างด้าว RFPE ในประเทศนั้น จะไม่มีสิทธิทำงานในประเทศนั้นๆและตกงานทันทีโดยอัตโนมัติ  เพราะวิศวกรท้องถิ่นที่รับรองวิศวกรไทยมาแต่แรกหมดสิทธิที่จะไปรับรองใครแล้ว   

                 2) วิศวกรท้องถิ่นอาจถือความได้เปรียบที่วิศวกรไทยต้องได้รับการรับรองจากเขา มาเอาเปรียบในเรื่องอัตราค่าจ้าง ฯลฯ ได้เสมอ  ซึ่งนั่นรวมไปถึงว่าวิศวกรไทยจะไปทะเลาะเบาะแว้งกับวิศวกรท้องถิ่นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย  ทั้งนี้หากเป็นวิศวกรต่างด้าวมาทำงานในไทยปัญหานี้ก็เหมือนกัน   ต่างกันเพียงการสลับขั้วของผู้ได้และเสียประโยชน์   3) การไปทำงานในต่างประเทศ  แต่ละประเทศจะมีกฎกติกาหรือกฎเกณฑ์ข้อกำหนดในการออกแบบไม่เหมือนกัน  บางประเทศอาจใช้มาตรฐานอังกฤษ  บางประเทศใช้อเมริกัน หรือญี่ปุ่น  หรือแม้กระทั่งเยอรมัน หรือจีน การที่มีประสบการณ์ออกแบบโดยกฎเกณฑ์ไทย อาจใช้ไม่ได้ในประเทศเหล่านั้น และอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาและปรับความคิดอีกมากพอสมควร

ข้อเสียเปรียบของไทย

                ประเทศไทยมีกฎระเบียบอยู่ข้อหนึ่งที่คนทั่วไปหรือแม้กระทั่งวิศวกรไทยเองก็ตามไม่รู้ว่ามี  นั่นคือ  คนที่จะมาขอขึ้นทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมในประเทศไทยนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวกรหรือผู้จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต   ปัจจุบันมีหลักฐานว่ามีคนไทยที่จบการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาปีที่ 4 สามารถขอและได้ใบอนุญาตเป็นวิศวกรวิชาชีพในไทย  หลักการพื้นฐานของกฎเกณฑ์ข้อนี้คือ

                 ประเทศไทยต้องการให้โอกาสผู้ที่มีทักษะและความชำนาญในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมในสาขาหนึ่งๆ‘ในระดับหนึ่งๆ’ สามารถเป็นวิศวกรวิชาชีพโดยมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายได้  โดยวิศวกรประเภทนี้ สภาวิศวกรกำหนดให้เรียกว่า ‘ภาคีวิศวกรพิเศษ’ (ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน น่าจะเรียกว่า ‘ภาคีวิศวกรสมทบ’มากกว่า  เพราะคำว่า‘พิเศษ’ฟังดูราวกับว่าวิศวกรพิเศษผู้นั้นเก่งกว่าวิศวกรปกติเสียด้วยซ้ำ  ซึ่งไม่น่าจะจริง)

                ปัจจุบันก็ได้มีวิศวกรต่างชาติที่ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย  ได้อาศัยช่องทางนี้ขอใบอนุญาตทำงานวิศวกรรมได้อย่างถูกกฎหมายในไทยมาเป็นเวลานับเป็นหลายสิบปีมาแล้ว  และวิศวกรต่างชาติเหล่านั้นมาจากหลากหลายประเทศที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกลุ่มอาเซียนเสียด้วยซ้ำ  เรียกได้ว่าหากมองในแง่มุมนี้เราได้เปิดประเทศมานานมากแล้ว

การแบ่งสาขางานวิศวกรรม

                ปัญหาคือ งานทางวิศวกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายสิบสาขา  ขึ้นอยู่กับว่าจะลงละเอียดมากเพียงใด แต่ในประเทศไทยเรากำหนดไว้ในกฎหมายหรือพ.ร.บ.สภาวิศวกรเพียง 7 สาขา  ได้แก่ โยธา  ไฟฟ้า  เครื่องกล  อุตสาหการ  เหมืองแร่  สิ่งแวดล้อม  และเคมี  ในขณะที่บางประเทศกำหนดไว้ถึงยี่สิบสาขา  ส่วนที่ไทยไม่มีก็สมมุติเช่นวิศวกรรมปิโตรเคมี  วิศวกรรมการเกษตร  วิศวกรรม (การป้องกัน)น้ำท่วม  วิศวกรรมนาวี  วิศวกรรมอุโมงค์  ฯลฯ  ซึ่งนั่นหมายความว่า หากมีงานโครงการเกี่ยวกับวิศวกรรมนาวีขึ้นในไทย  วิศวกรต่างชาติจะสามารถเข้ามาปฏิบัติวิชาชีพในไทยได้ทันทีโดยอิสระและอัตโนมัติ  เพราะถือว่าสภาวิศวกรหรือประเทศไทยไม่ได้กำหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุม

                ในขณะเดียวกัน  หากมีโครงการวิศวกรรมนาวีขึ้นในประเทศอาเซียนหนึ่งที่เขากำหนดให้วิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพควบคุม   วิศวกรไทยที่แม้จะได้ใบอนุญาตเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนหรือ ACPE ก็ไม่สามารถไปทำงานด้านวิศวกรรมนาวีในประเทศนั้นได้  เพราะสภาวิศวกรไม่สามารถออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพประเภทนี้ได้ด้วยเหตุที่ยังไม่ใช่วิศวกรรมที่อยู่ในขอบข่ายของการควบคุมตามข้อบังคับของสภาวิศวกร(ไทย)

                สภาวิศวกร(ไทย)ได้พยายามแก้ปัญหานี้โดยกำลังดำเนินการขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกข้อบังคับเพิ่มเติม  ให้สภาวิศวกร(ไทย) สามารถประกาศควบคุมวิศวกรสาขาใหม่ๆ เหล่านี้เพิ่มเติม  ซึ่งเมื่อได้ประกาศข้อบังคับนี้แล้ว สภาวิศวกร (ไทย) จึงจะสามารถออกใบอนุญาต ACPE เป็นกรณีสำหรับไปทำงานในต่างประเทศ   แต่มีข้อสังเกตที่ออกพิลึกพิลั่นอยู่ว่าใบอนุญาตใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้ในไทย  เพราะเป็นสาขาที่สภาวิศวกรมิได้บังคับให้ควบคุม  แต่ไพล่ไปจำเป็นในต่างประเทศ
ในทางตรงข้าม  หากประเทศในกลุ่มอาเซียนประเทศหนึ่งไม่ควบคุมวิศวกรรมสาขาสิ่งแวดล้อม  เช่น สิงคโปร์  แต่เมื่อวิศวกรสิงคโปร์ได้ใบอนุญาตเป็นวิศวกรอาเซียน ACPE ในสาขาวิศวกรรมโยธา   

                 วิศวกรผู้นั้นก็สามารถมาปฏิบัติงานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมในไทยได้โดยอาศัยช่องโหว่‘ภาคีวิศวกรพิเศษ’ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น  หรือแม้กระทั่งสภาวิศวกรสิงคโปร์ก็อาจออกใบอนุญาต ACPE สาขาสิ่งแวดล้อมเป็นกรณีพิเศษ  ซึ่งเขาทำได้โดยใช้อำนาจบริหารของสภาวิศวกรของสิงคโปร์เขาเอง

สภาพปัจจุบันประเทศไทยจึงเสียเปรียบทั้งในการส่งออกและนำเข้าวิศวกร

                ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน  เห็นว่าสภาวิศวก(ไทย)ไม่ควรอาศัยกระบวนการทางนิตินัย (ตามตัวหนังสือ)ไปพึ่งอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการออกข้อบังคับประกาศควบคุมวิศวกรรมบางสาขาเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะสำหรับการส่งวิศวกรไทย ACPE ไปต่างประเทศ  หากควรใช้อำนาจทางบริหารของกรรมการสภาวิศวกรออกเป็นระเบียบ (ซึ่งด้อยศักดิ์กว่าข้อบังคับ) ของสภาวิศวกรเอง  ซึ่งเป็นอำนาจทางการบริหาร  รวมทั้งทำได้ทันทีและเร็วกว่าไปผ่านกระบวนการทางกระทรวงมหาดไทย  รวมทั้งสามารถปรับให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา   มิใช่ต้องไปผ่านกระทรวงมหาดไทยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มลดการประกาศควบคุมสาขาต่างๆ  ด้วยวิธีการที่เสนอนี้จะก่อให้เกิดความคล่องตัว  สะดวก  และเป็นประโยชน์ต่อวิศวกรไทยและประเทศไทยได้มากกว่า
ทั้งนี้การประกาศเป็นกรณีพิเศษสำหรับสาขาวิศวกรรมที่เจาะจงใช้สำหรับการไปทำงานในต่างประเทศก็มิได้ใช้บังคับวิศวกรไทยในประเทศอยู่แล้ว  รวมทั้งมิได้เป็นการรอนสิทธิผู้ใดอยู่แล้ว   จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาทางลบแก่ประเทศไทยแต่อย่างใด

วิศวกรต่างด้าว  ตกลงดีหรือไม่ดี

                การที่จะบอกว่าดีหรือไม่ดี  ต้องมองในสองมุม  คือ การส่งออกวิศวกรไทยไปต่างประเทศ  และการนำเข้าวิศวกรต่างด้าวมาไทยซึ่งอาจมาแย่งงานวิศวกรไทยและมีปัญหาทางสังคมอื่นๆตามมา   เช่น คนไทยตกงาน หรือเขามาสร้างครอบครัวที่เกิดในไทยและได้สัญชาติไทย ฯลฯ   ซึ่งแน่นอนที่ประเทศอื่นๆ เขาก็ต้องมองในลักษณะนี้เช่นกัน  และแต่ละประเทศก็พยายามสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นและพยายามกีดกันไม่ให้วิศวกรต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศตนอย่างง่ายๆ  ในขณะที่พยายามเต็มกำลังที่จะส่งวิศวกรของตนไปต่างประเทศ  ซึ่งหลายประเทศได้มีการอบรมวิศวกรกันแล้วทั้งในเรื่องภาษาอังกฤษ  ภาษาท้องถิ่น เช่น พม่า ลาว เขมร  (อันเป็นแหล่งลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้)  สภาพทางสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น อันรวมไปถึงศาสนา หรือแม้กระทั่งอาหารการกิน และความเป็นอยู่ของประเทศในกลุ่มอาเซียน
ตรงนี้ อยากให้ข้อสังเกตว่าพวกเราในประชาคมอาเซียนมีการแลกเปลี่ยนงานบริการด้านต่างๆ มาเป็นเวลานานแล้ว  มีแรงงานข้ามชาติมานานแล้ว  และเป็น AEC มานานแล้วในทางปฏิบัติ  ณ ปัจจุบันก็ได้มีการส่งออก-นำเข้าวิศวกรต่างด้าวมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน  เพียงแต่วิศวกรต่างด้าวนั้นมาหรือไปทำงานแบบไม่เป็นทางการ (แม้อาจจะผิดกฎหมายพ.ร.บ.วิศวกรของแต่ละประเทศ)  โดยให้วิศวกรท้องถิ่นเป็นผู้ลงนามรับผิดชอบแทน   การที่มีการออกใบอนุญาตวิศวกรอาเซียน (Asean Chartered Professional Engineer : ACPE)  และใบอนุญาตวิศวกรต่างด้าว (Registered Foreign Professional Engineer, RFPE)  จึงดูจะไม่มีผลในทางปฏิบัติมากนัก   รวมทั้งยุ่งยากกว่าเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตมากมายหลายขั้นตอนด้วยซ้ำ คือต้องพิสูจน์ว่าเป็นผู้ชำนาญการอย่างสูงในงานวิศวกรรม ซึ่งต้องผ่านการคัดกรองเป็นพิเศษจากสภาวิศวกรของแต่ละประเทศต้นทาง  ก่อนไปขอการรับรองและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรรมการระดับอาเซียน   จากนั้นจึงเอาใบอนุญาตนี้ไปขอทำงานเป็นวิศวกรต่างด้าวในประเทศที่ตนเองอยากไปทำงานซึ่งจะได้หรือไม่ได้ก็ไม่มีการรับประกันใดๆ ทั้งสิ้น

                นอกจากนี้หากเป็นโครงการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะงานประเภทโครงการเงินกู้   เจ้าของเงินกู้ก็มักบังคับให้ต้องส่งวิศวกรประเทศตนไปปฏิบัติงานในประเทศนั้นๆ โดยกำหนดไว้ในสัญญากู้  เพื่อไปพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนอยู่แล้ว   และประเทศผู้กู้ในบางกรณีก็อำนวยความสะดวกให้ส่งวิศวกรต่างด้าวมาทำงานในประเทศตนด้วยซ้ำ เพราะประเทศตนยังขาดแคลนวิศวกรชำนาญการ ซึ่งหากฝืนใช้วิศวกรท้องถิ่นของตนโดยลำพัง  โครงการนั้นอาจจะออกมาวิบัติหรือล้มเหลวในขั้นสุดท้าย  ซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อทั้งประเทศผู้กู้และผู้ให้กู้ ประเทศไทยก็เคยตกอยู่ในสภาพนี้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว

                ในความเห็นของผู้เขียน  ยังไม่เห็นข้อดีหรือข้อได้เปรียบ ไม่ว่าในทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ การประกอบวิชาชีพ   หรือเชิงวิศวกรรม  รวมทั้งปัญหาทางสังคม  กับการที่รัฐบาลแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ไปลงนามข้อตกลง   และ‘บังคับ’ให้ภาคปฏิบัติต้องมีการส่งออก-นำเข้าวิศวกรต่างด้าวตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่าเดิมนี้

ข้อสังเกต
                ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  แม้จะได้เขียนโยงเฉพาะงานวิศวกรรม  แต่งานบริการอื่นๆ เช่น บัญชี  สถาปัตยกรรม  แพทย์  พยาบาล  ฯลฯ  ที่กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตกลงจะแลกเปลี่ยนให้ส่งคนไปทำงานข้ามประเทศได้นั้น  ก็คงมีหลักเกณฑ์พาสปอร์ตและวีซ่าพิเศษที่ว่านี้ไม่ต่างกัน นักวิชาชีพในงานบริการสาขาอื่นๆ ดังกล่าวจึงสามารถนำความเข้าใจนี้ไปใช้ปฏิบัติการได้เช่นกัน
                                                                                               
หมายเหตุ:  บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สภาวิศวกรหรือจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด



Tags : อาเซียน • ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน • AEC • วิศวกรรม • วิศวกร • ACPE • วิศวกรเอเปค • สภาวิศวกร • สภาวิศวกร • วิศวกรอาเซียน • ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ • มาเลเซีย • บรูไน • อินโดนีเซีย • พม่า • เขมร • ลาว • MRA • ประเทศไทย • กระทรวงการต่างประเทศ • ใบอนุญาต • ฟิลิปปินส์ • สิงคโปร์ • RFPE • วิศวกรวิชาชีพต่างด้าวขึ้นทะเบียน • กระทรวงแรงงาน • กระทรวงพาณิชย์ • ก่อสร้าง • วิศวกรท้องถิ่น • ภาษาอังกฤษ • อาเซียน + 3 • อาเซียน+ 6 • ภาคีวิศวกรพิเศษ • พ.ร.บ.สภาวิศวกร • วิศวกรรมปิโตรเคมี • วิศวกรรมการเกษตร • วิศวกรรมนาวี • วิศวกรรมอุโมงค์ • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย • การส่งออก • การนำเข้า

  Back |   Top


   ข่าวใหม่

    กฟภ. จัดงาน “Thailand Lighting Fair 2019” ชูนวัตกรรม PEA IHAPM และ PEA Solar Hero พลิกองค์กรสู่ Digital Utility 9/10/2562

    บีโอไอพร้อมผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสู่อุตสาหกรรมระบบราง 26/9/2562

    MRA 2019 งานแสดงเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรม  26/9/2562

    ปักหมุดต้องห้ามพลาด ‘แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019’  17/9/2562

    อุตฯ – คมนาคม ผนึกกำลังเสริมแกร่งภาคการผลิตไทย เตรียมดึงโมเดลโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตญี่ปุ่น ตั้งเป้าดันแบรนด์อิมเมจ “เมดอินไทยแลนด์” เทียบชั้น “เมดอินเจแปน” 13/9/2562

    สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ชี้ อุตฯ ลวด - ท่อ ปี 63 โตแตะ 17.4 ล้านตัน 11/9/2562

    เดลต้านำเสนอดาต้าเซ็นเตอร์ยุค IoT ภายในงาน Data Center Solution Day 2019 Thailand 9/9/2562

    ครม.เศรษฐกิจ คลอดแพคเกจ 7 ด้าน เร่งรัดการลงทุน 9/9/2562

  more...          



Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved